TOP 10 TRANSFERS  10 นักเตะค่าตัวแพง “ตลาดหน้าหนาว”

 TOP 10 TRANSFERS  10 นักเตะค่าตัวแพง “ตลาดหน้าหนาว”

ตลาดนักเตะรอบที่ 2 ในซีซั่นนี้ เปิดฉากมาได้ราว 10 วัน ก็มีการซื้อ-ขายฮือฮา ติดท็อปสถิติโลกกันไปแล้ว ต้องบอกว่าโลกลูกหนังกำลังเปลี่ยนไป จากหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ที่แต่ละทีมไม่ค่อยนิยมทุ่มเงินซื้อนักเตะในช่วงนี้กันซักเท่าไหร่ จะไปเน้นหนักในช่วงเปิดตลาดซัมเมอร์รอบแรกมากกว่า กลายเป็นว่าช่วงหลังทีมเงินถุงเงินถังจัดการเสริมแกร่งกันทันทีแบบไม่รีรอเพื่อลุ้นคว้าความสำเร็จในช่วงบั้นปลายซีซั่น แถมมีแนวโน้มที่น่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

10. เอดิน เชโก้ (โวล์ฟสบวร์ก ไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 31 ล้านปอนด์)
หลังจากประสบความสำเร็จด้วยการพา โวล์ฟสบวร์ก หักปากกาเซียนคว้าแชมป์บุนเดสลีกา รวมถึงซิวรางวัลส่วนตัวอย่างนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวของลีกเมืองเบียร์ จนได้รับความสนใจจากทีมใหญ่ทั่วยุโรป จนสุดท้ายเป็น โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซือของทีม “เรือใบสีฟ้า” ที่กำลังมองหากองหน้ามาเสริมความโหดในเกมรุก จัดการทุ่มเงินเป็นสถิติสูงที่สุดอันดับ 2 ของทีม (รองจาก โรบินโญ่ ในขณะนั้น) คว้าดาวยิงทีมชาติบอสเนียฯ มาเสริมแดนหน้าด้วยสัญญา 4 ปี การมาของ เชโก้ ในแง่ของถ้วยรางวัลถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แม้อาจไม่ได้ลงเป็นตัวจริงต่อเนื่องทุกนัด แต่ก็มีส่วนร่วมพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย และคอมมิวนิตี้ชิลด์อีก 1 สมัย โดยเฉพาะฤดูกาล 2011-12 ที่ เชโก้ ยิงประตูสำคัญ ตีเสมอคิวพีอาร์ 2-2 ในนาทีที่ 92 ก่อน เซร์คิโอ อเกวโร่ จะมายิงประตูชัยในนาทีที่ 94 พา “เรือใบสีฟ้า” ปาดหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมเมืองเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปีได้อย่างสุดระทึก หลังจากนั้น เชโก้ ก็เริ่มตกเป็นตัวสำรองบ่อยครั้งในยุคของ มานูเอล เปเยกรินี่ ก่อนถูกปล่อยให้โรม่า ยืมตัว และขายขาดไปในเวลาต่อมาด้วยราคาเพียง 14 ล้านปอนด์

9. แอนดี้ แคร์โรลล์ (นิวคาสเซิ่ล ไป ลิเวอร์พูล 35 ล้านปอนด์)
แอนดี้ แคร์โรลล์ เปิดตัวย้ายซบ ลิเวอร์พูล ในวันสุดท้ายของการเปิดตลาดนักเตะซีซั่น หลังจากโชว์ฟอร์มฮอตกับ ยิง 11 ประตู จาก 19 นัด ให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในซีซั่น 2010-11 ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะสหราชอาณาจักรที่ค่าตัวแพงที่สุดในขณะนั้น หลังจาก ลิเวอร์พูล ตัดสินใจขาย เฟร์นานโด ตอร์เรส ให้กับ เชลซี ทีมคู่ปรับร่วมลีก การย้ายมาของ แคร์โรลล์ ถูกค่อนขอดจากหลายฝ่ายว่ามีค่าตัวที่สูงเกินจริง แต่เนื่องด้วยตลาดนักเตะที่ใกล้ปิดลงแล้ว ทำให้ “หงส์แดง” จำเป็นต้องทุ่มคว้าศูนย์หน้ารายนี้เข้ามาเสริม อย่างไรก็ตาม “บิ๊กแอนดี้” ย้ายมาร่วมรังแอนฟิลด์พร้อมอาการบาดเจ็บ แม้จะมีส่วนพาทีมชูถ้วยลีก คัพ 2011-12 แต่สถิติลงสนามในลีก 44 นัด ยิงได้แค่ 6 ประตู ถือเป็นความล้มเหล็วอย่างสิ้นเชิง ด้วยอาการบาดเจ็บรวมถึงค่าเหนื่อยกว่า 80,000 ปอนด์ ทำให้ ลิเวอร์พูล จำใจปล่อยให้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืมตัวไปใช้ ก่อนขายขาดในที่สุด

8. ฆวน มาต้า (เชลซี ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 38 ล้านปอนด์)
ดาวเตะทีมชาติสเปนถือเป็นผู้เล่นกำลังหลักของ เชลซี โดยพาทีมคว้าแชมป์หลายรายการ รวมถึงยังเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของสโมสรถึง 2 สมัย แต่การกลับมาคุมทัพ “สิงห์บลูส์” อีกคำรบของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในฤดูกาล 2013-14 ทำให้ มาต้า ถูกลดบทบาทลงไปเป็นตัวสำรอง ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าตัวยังเล่นเกมรับได้ไม่ดีพอ จนเริ่มกลายเป็นส่วนเกินของทีมสุดท้ายในช่วงเปิดตลาดนักเตะรอบ 2 เดวิด มอยส์ จึงได้ทำการทุบกระปุกสโมสรกระชากตัวแข้งทีมชาติสเปน เข้ามาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวสถิติสูงสุดของสโมสรในขณะนั้น แม้สุดท้ายจะได้ร่วมงานกับมอยส์ได้เพียง 3 เดือนเศษ แต่ มาต้า ยังคงอยู่เป็นกำลังหลักของทีม จนมีส่วนพาทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และยูโรป้า ลีก อย่างละสมัย แม้ต้องหวนกลับมาร่วมงานกับ โชเซ่ มูรินโญ่ อีกครั้งในถิ่นปีศาจแดง แต่รอบนี้ไม่มีปัญหา และยังเป็นกำลังหลักของทัพปีศาจแดงในยุคของ เฮียเครียด” จนถึงปัจจุบันนี้

7. ลูคัส มูร่า (เซา เปาโล ไป เปแอสเช 38 ล้านปอนด์)
ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตัดหน้าทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอินเตอร์ มิลาน ด้วยการประกาศคว้าตัว ลูคัส มูร่า ปีกดาวรุ่งทีมชาติบราซิลเข้ามาเสริมทัพตั้งแต่ช่วงเปิดตลาดรอบแรกของซีซั่น 2012-13
ก่อนย้ายมาร่วมทีมอย่างเป็นทางการในช่วงเปิดตลาดรอบ 2 หลังจากอยู่ช่วยสังกัดเดิมอย่าง เซา เปาโล คว้าแชมป์โคปา ซูดาเมริกาน่า 2012 มาครองได้สำเร็จ (เทียบได้กับยูโรป้า ลีก ของยุโรป)
โดยเจ้าตัวเข้ามาผนึกกำลังกับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และเอดิสัน คาวานี่ ในยุคของ คาร์โล อันเชล็อตติ และโลร็องต์ บล็องก์ จนช่วยให้ เปแอสเช ครองความยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศสด้วยการคว้าแชมป์ลีก เอิง 4 สมัย, เฟร้นช์ คัพ 3 สมัย และเฟร้นช์ ลีก คัพ อีก 4 สมัย อย่างไรก็ตาม การมาของ เนย์มาร์ และคีเลียน เอ็มบัปเป้ ในฤดูกาลนี้ ส่งผลให้เจ้าตัวพึ่งได้รับโอกาสลงสนามไปเพียง 5 นัดเท่านั้นในฐานะตัวสำรอง จนมีข่าวหนาหูว่าแข้งทีมชาติบราซิลเตรียมย้ายร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมที่เคยให้ความสนใจตัวเค้าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว หรืออาจจะเป็นทีมในดวงใจอย่าง ลิเวอร์พูล ที่กำลังต้องการแนวรุกธรรมชาติมาแทนที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่

6. อเล็กซ์ เตเซร่า (ชัคเตอร์ โดเนตส์ ไป เจียงซู ซู่หนิง 38 ล้านปอนด์)
หลังจากประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมกับช่วงเวลา 7 ปีกับ ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ค จนสามารถพาทีมเบียด ดินาโม เคียฟ ขึ้นมาเป็นทีมหมายเลข 1 ของประเทศยูเครน ได้สำเร็จ โดยเฉพาะผลงานสุดฮอต ยิง 22 ประตู จาก 15 นัด ในฤดูกาล 2015-16 ทำให้ชื่อของ อเล็กซ์ เตเซร่า เป็นที่หมายปองของหลายทีมในยุโรป รวมถึงทีมเงินถังจากศึกไชนีส ซูเปอร์ ลีก ที่เริ่มทุ่มซื้อซูเปอร์สตาร์เข้ามาเล่นกันอย่างบ้าคลั่ง จนสุดท้ายกลายเป็น เจียงซู ซู่หนิง ที่จัดการทุ่มเงินปาดหน้าลิเวอร์พูลคว้าดาวเตะชาวบราซิเลียนรายนี้มาค้าแข้งในเอเชียด้วยสัญญา 4 ปี โดยเจ้าตัวให้เหตุผลถึงการเลือกย้ายมายังเมืองจีน แทนที่จะเป็นอังกฤษ นั้นเนื่องมาจากเหตุผลเรื่องเงินๆ ทองๆ นั่นเอง (ทายไม่ถูกกันใช่มั้ยครับ)อเล็กซ์ เตเซร่า เข้ามาผนึกกำลังกับ รามิเรซ จนผลงานในลีกจีนปีแรก ถือว่าไปได้สวยทีเดียว แม้สุดท้าย เจียงซู ซู่หนิง จะไปไม่ถึงดวงดาว คว้าตำแหน่งรองแชมป์ถึง 3 รายการ ก่อนที่ในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวจะผลงานตกลงจนพาทีมจบเพียงอันดับ 12 เท่านั้น

5. เฟร์นานโด ตอร์เรส (เชลซี ไป ลิเวอร์พูล 50 ล้านปอนด์)
หลังจากโชว์ฟอร์มสุดยอดกลายเป็นศูนย์หน้าหมายเลข 1 ของลิเวอร์พูล ในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อ “หงส์แดง” ยังไร้ความสำเร็จ ทำให้เริ่มมีข่าวหนาหูจากลอนดอนว่า เชลซี ต้องการดึงตัวศูนย์หน้าทีมชาติสเปนเข้ามาเสริมในช่วงซัมเมอร์ แม้ รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือของทีมในขณะนั้นจะออกมาปฏิเสธข่าวลือนี้มาตลอด และรั้งตัวไว้เล่นกับทีมต่อไป จนเมื่อถึงช่วงเปิดตลาดรอบ 2 ข่าวลือจากลอนดอนพัดกระพือมาอีกรอบ แม้ ลิเวอร์พูล ทำการดึงตัว หลุยส์ ซัวเรซ ศูนย์หน้าอุรุกวัย มาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ทำให้เหล่า “เดอะ ค็อป” วาดฝันถึงการเห็นการประสานงานกันของทั้ง 2 คน แต่สุดท้ายการมาของศูนย์หน้าฟันเหยินกลับกลายเป็นการมาแทนที่ เมื่อคาร์โล อันเชล็อตติ ทุ่มเงิน 50 ล้านปอนด์ดึงตัวศูนย์หน้าแดนกระทิงเข้ารังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วยสัญญา 5 ปีครึ่งในช่วงก่อนปิดตลาดวันสุดท้าย อย่างไรก็ตามชีวิตค้าแข้งของ ตอร์เรส ในถิ่น “สิงห์บลูส์” กลับไม่สวยหรู เมื่อเจ้าตัวไม่เคยทำผลงานได้ในระดับที่ทำไว้กับทีมเก่าได้เลย แม้ร่วมคว้าแชมป์กับทีมมากมาย แต่ 4 ฤดูกาลกับเชลซี “เอล นินโญ่” ซัดประตูในลีกไปเพียง 20 ประตูเท่านั้น สุดท้ายเมื่อขุนฟอร์มไม่ขึ้น ทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจปล่อย ตอร์เรส ไปอยู่ เอซี มิลาน ในสัญญายืมตัว และย้ายกลับสเปนไปเล่นกับ แอตเลติโก มาดริด ทีมเก่าอีกครั้งในเวลาต่อมา

4. ดิเอโก้ คอสต้า (เชลซี ไป แอตเลติโก มาดริด 58 ล้านปอนด์)สมัคร Goldenslot
แม้เป็นแกนหลักคอยถล่มประตูช่วยให้ เชลซี คว้าทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และลีก คัพ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่สุดท้ายกลับถูก อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือชาวอิตาเลียนของทีมตัดสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใย
ด้วยการส่งเมสเซจมาบอกว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีมในซีซั่นหน้าทำให้ คอสต้า ไม่มีส่วนร่วมกับทีมอีกต่อไป จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงเส้นตายปิดตลาดช่วงซัมเมอร์ เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ย้ายไปไหน แม้ได้รับข้อเสนอจาก โมนาโก, เอซี มิลาน และเอฟเวอร์ตัน สุดท้ายกลายเป็น แอตเลติโก มาดริด ทีมเก่าที่เจ้าตัวสร้างชื่อขึ้นมา ที่จัดการดึงนักเตะกลับมาร่วมทัพอีกครั้ง โดยการย้ายครั้งนี้ “ตราหมี” ต้องจ่ายแพงกว่าตอนขายมาซะอีก จากจำนวน 32 ล้านปอนด์ ขึ้นมาเป็น 58 ล้านปอนด์ ถึงแม้จะไม่ได้ลงเล่นฟุตบอลมากว่าครึ่งซีซั่น แต่คอสต้าก็ตอบแทนความไว้วางใจของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ด้วยการแผลงฤทธิ์ยิงไปแล้ว 2 ประตูจากการลงสนาม 3 นัด พร้อมโดนใบแดงไปแล้ว 1 ใบ จากการไปฉลองยิงประตูกับแฟนบอลตราหมีในเกมกับเกตาเฟ่

3. ออสการ์ (เชลซี ไป เซี่ยงไฮ้ เอสไปพีจี 60 ล้านปอนด์)
หลังจากย้ายมาร่วมทีม เชลซี เป็นเวลากว่า 4 ปีครึ่ง เป็นตัวหลักลงเล่นให้ทีมไปกว่า 200 นัด ออสการ์ กลับไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือใหม่ของเชลซี ก่อนที่ทีมสิงห์บลูส์ จะรับข้อเสนอจำนวน 60 ล้านปอนด์ของ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ดึงตัวเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติบราซิลมาเล่นในเอเชีย ออสการ์ เข้ามาผนึกกำลังกับ ฮัล์ค หัวหอกร่างยักษ์เพื่อนร่วมชาติ พาทีมเป็นรองแชมป์ไชนีส ซูเปอร์ลีก และเอฟเอ คัพ รวมถึงเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกจากแง่ดีแล้ว ออสการ์ เองก็มีผลงานในแง่ลบเหมือนกัน  เช่นการพลาดถึง 2 จุดโทษ ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ทีมแพ้ อุราวะ เร้ด ไดมอนด์ 1-0 รวมถึงสร้างวีรกรรมเป็นตัวจุดชนวนก่อเรื่องในเกมกับ กว่างโจว อาร์แอนด์เอฟ จนโดนแบนย้อนหลังถึง 8 นัด

2. เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (เซาธ์แฮมป์ตัน ไป ลิเวอร์พูล 75 ล้านปอนด์)
เกมรับของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นอีกจุดอ่อนของทีมในหลายๆ ซีซั่นที่ผ่านมา นั่นทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ ตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างเด็ดขาดด้วยการทุ่มเงิน คว้าตัว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ มาด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร พร้อมสร้างสถิติกลายเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ทำลายสถิติของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ แนวรับตัวเจ็บของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีค่าตัว 52 ล้านปอนด์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ “หงส์แดง”
ใช้ความพยายามในการตามตื๊อตามจีบอยู่นานจนสำเร็จในที่สุด พร้อมกลายเป็นแข้งที่มาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน รายที่ 6 ของลิเวอร์พูลแล้วในช่วงทศวรรษนี้ ฟาน ไดจ์ค ลงประเดิมสนามไปแล้ว พร้อมตอบแทนสโมสรด้วยการโหม่งประตูตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามพร้อมกับพาทีมคว้าชัยเหนือ เอฟเวอร์ตัน 2-1 ในศึกเอฟเอ คัพ ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามแนวรับเลือดดัตช์รายนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายหรือไม่ คงต้องรอติดตามดูฟอร์มกันต่อไป

1. ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ลิเวอร์พูล ไป บาร์เซโลน่า 142 ล้านปอนด์)
หลังจากเปิดตัว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เสริมแนวรับ ลิเวอร์พูล กลับต้องมาเสียจอมทัพตัวเก่งอย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ไปให้กับ บาร์เซโลน่า ซะอย่างนั้น ดีลนี้เกือบเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเปิดตลาดช่วงซัมเมอร์แล้ว เมื่อบาร์ซ่าได้เงินจากการขาย เนย์มาร์ เป็นสถิติโลก ทำให้ทีมจำเป็นต้องหาผู้เล่นที่มีความสามารถเข้ามาทดแทน แม้ก่อนหน้านี้จะคว้า อุสมาน เดมเบเล่ แข้งทีมชาติฝรั่งเศสเข้ามาแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายจำนวนเงินที่ทีมเจ้าบุญทุ่มยื่นเข้ามาถูกทาง ลิเวอร์พูล ปัดทิ้ง แม้นักเตะเทใจไปที่สเปนแล้วก็ตาม ทำให้สุดท้าย คูตี้ ยังต้องก้มหน้าก้มตาเล่นให้กับสังกัดเดิมต่อไป จนมาถึงช่วงเปิดตลาดฤดูหนาว เหมือนปลุกให้สื่อจากสเปนได้เวลาทำงานอีกครั้ง ด้วยการประโคมข่าวการย้ายมาร่วมทัพบาร์ซ่าของ คูตินโญ่ อย่างหนัก ก่อนที่สุดท้ายดีลที่แฟนหงส์แดงไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เป็นจริงในที่สุด  พร้อมกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดอันดับ 2 ของโลก

แต่หากนับเฉพาะตลาดนักเตะรอบ 2 ฟิลิปเป้ คูตินโญ่คือแข้งที่ค่าตัวแพงที่สุดในขณะนี้