Slider

เดวิด เบ็คแฮมเข้ารับรางวัลพิเศษจากอเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ประธานยูเอฟ่า

'เบ็คแฮม' รับรางวัลพิเศษจากประธานยูเอฟ่า

เดวิด เบ็คแฮม อดีตนักแตะชื่อก้องโลกเจ้าของฉายา “รองเท้าชั่งทอง” ได้รับรางวัลพิเศษจาก อเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ประธานยูเอฟ่า พร้อมคำชื่นชมในด้านต่างๆ ในงานจับสลากแบ่งสายรอบแบ่งกลุ่ม ศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลใหม่ ที่โมนาโก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนรางวัลพิเศษจากประธานยูเอฟ่า อเล็กซานเดอร์ เชเฟริน ในปีนี้ เป็นของ เดวิด เบ็คแฮม อดีตกองกลางทีมชาติอังกฤษและแมนฯ ยูไนเต็ด วัย 43 ที่ได้รับคำชื่นชมทั้งจากอาชีพค้าแข้งที่ประสบความสำเร็จ มีความเป็นมืออาชีพและทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมด้วยการช่วยงานการกุศลเพื่อเยาวชนผู้ด้อยโอกาสทั้งหลาย

เบ็คแฮม ซึ่งมาร่วมงานจับสลากรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โมนาโก พร้อมกับ วิคทอเรีย ภรรยาของเขา ได้กล่าวถึงรางวัลประธานยูเอฟ่าในครั้งนี้ว่า “นับเป็นเกียรติสำหรับผมที่ได้รางวัลประธานยูเอฟ่า ตลอดอาชีพของผม ผมทุ่มเท 100% เสมอและพยายามเชิดชูคุณค่าแห่งการทำงานเป็นทีมกับแฟร์เพลย์ และผมภูมิใจที่ได้มีชื่อต่อจากรายชื่อผู้เล่นที่เคยรางวัลนี้มาก่อน”

ส่วนเมื่อถูกถามถึงความทรงจำกับแชมเปี้ยนส์ ลีก หนุ่มใหญ่พ่อลูก 4 ได้ตอบว่า “ผมมีช่วงเวลามากมายที่ลืมไม่ลงจากแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นต้นว่าค่ำคืนอันมีมนต์ขลังที่บาร์เซโลน่าในปี 1999 ที่เราเอาชนะบาเยิร์นได้อย่างดราม่ามาก”

ไรอัน กิ๊กส์ ผู้จัดการทีมชาติเวลส์ บอกปัดโอกาสในการเข้าไปคุมทีมเก่า

ไรอัน กิ๊กส์

โดนถามพร้อมไหมถลาเสียบเก้าอี้กุนซือ “ปีศาจแดง” แทน โชเซ่ มูรินโญ่?! ไรอัน กิ๊กส์ ตำนานแข้ง มีคำตอบ พร้อมชี้เกมเยือน เบิร์นลี่ย์ นี่แหละคือทางสว่างของเรื่องราวเชิงลบทุกอย่างในช่วงเวลานี้เลยทีเดียว!
ไรอัน กิ๊กส์ ผู้จัดการทีมชาติเวลส์ บอกปัดโอกาสในการเข้าไปคุมทีมเก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทันควัน ภายหลังกระแสล่ามาแรงในทำนองว่าวันเวลาของ โชเซ่ มูรินโญ่ บนเก้าอี้ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” ใกล้จะปิดฉากลงเต็มแก่ อันเนื่องมาจากนำทีมออกสตาร์ท พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลใหม่อย่างน่าผิดหวัง ด้วยการแพ้ 2 นัดรวดจาก 3 นัดแรกอย่างไม่น่าเชื่อ

เมื่อถูกถามถึงเรื่องดังกล่าว “กิ๊กซี่” ที่ถูกมองจากบริษัทรับพนันถูกกฎหมายบางแห่งว่ามีลุ้นนั่งแท่นแทน “จ่ามู” ด้วยอัตราต่อรอง 12-1 นั้น ตอบว่า “ไม่หรอกนะ ถ้าผมเป็นคุณ ผมคงจะเก็บเงินเอาไว้ในกระเป๋าดีกว่า (ที่จะวางเดิมพันว่าตัวเองจะเป็นกุนซือคนใหม่ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด)”

อย่างไรก็ตาม ตำนานปีกซ้าย “เร้ด เดวิลส์” วัย 44 ปี มองว่าเกมลีกนัดเยือน เบิร์นลี่ย์ วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายนนี้ คือโอกาสที่ดีสำหรับทีมในการพลิกผันสถานการณ์ โดยระบุว่า “มันเป็นเวลาสำหรับแฟนๆ ที่จะร่วมแรงร่วมใจกัน และคอยหนุนหลัง มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่เราก็เคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก่อน และฝ่าฟันมันมาจนได้”

“เบิร์นลี่ย์ เป็นหนึ่งในเกมที่ผมจะตั้งตารอคอยก่อนเกม และผมคิดว่าผมจะไม่รังเกียจเลยสำหรับการลงเล่นในวันนี้ มันคือเกมมหัศจรรย์ที่จะกำจัดทุกอย่างที่เป็นแง่ลบรอบๆ สโมสรแห่งนี้ พูดในฐานะแฟนบอลเพียวๆ ผมหวังว่าเราจะฝ่าฟันมันไปได้ไม่ช้าก็เร็วนี่แหละ” กิ๊กส์ ทิ้งท้าย

เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิง เลสเตอร์ ให้เหตุผลที่ขออำลาทีมชาติอังกฤษ

เจมี่ วาร์ดี้

เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิง เลสเตอร์ ให้เหตุผลที่ขออำลาทีมชาติอังกฤษ หลังรับใช้ชาติไป 26 เกมตั้งแต่ติดธงครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้า เลสเตอร์ ซิตี้ ประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ หลังแจ้งให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือ “สิงโตคำราม” ทราบแล้ว โดยอธิบายเหตุผลว่า ถึงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่จะเปิดทางให้กับบรรดาดาวรุ่ง และขอทุ่มเทให้กับสโมสรต้นสังกัดอย่างเต็มที่

วาร์ดี้ วัย 31 ปี ซึ่งรับใช้ทีมชาติอังกฤษ 26 นัด ทำได้ 7 ประตู นับตั้งแต่ติดธงครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2015 รวมทั้งอยู่ในชุดที่ได้อันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2018 ด้วยนั้น เผยว่า “ด้วยความสัตย์จริง ผมคิดถึงเรื่องนี้มาได้สักระยะแล้ว ผมไม่ได้หนุ่มแล้ว พวกคุณคงเห็นกันแล้ว”

“นอกจากนั้นเพื่อเป็นความยุติธรรมต่อผู้จัดการทีม เขาต้องการสร้างทีมคนหนุ่มกว่านี้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่า มันได้ผลในฟุตบอลโลก เราเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และจบด้วยอันดับ 4 ซึ่งไปได้ไกลสุดเทียบเท่าที่เราเคยทำได้ในการออกไปเล่นต่างแดน”

“ดังนั้นผมจึงได้เข้าไปคุยกับ แกเร็ธ ผมคิดว่า มันจะดีที่สุดต่อทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแนวทางของเขาที่จะนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามาสู่ทีมชาติ และด้วยวัยขนาดผม มันดีกว่าที่ได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว และฝึกซ้อมกับสโมสร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเกมต่อไป” วาร์ดี้ ทิ้งท้าย

5 ประเด็นร้อนหลังแมนยูพ่ายสเปอร์ส

แมนยูพ่ายสเปอร์ส

สำหรับการแพ้ สเปอร์ส ย่อยยับอับปางในแมตช์นี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเกมรับที่ยังอ่อนยวบ โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน ขณะที่เกมรุกดูท่าทาง โรเมลู ลูกากู ยังไม่สามารถพึ่งพาได้เลยเวลาที่ลงเล่นเกมใหญ่

1. แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่สามารถจัดการ ลูคัส มูร่า ได้

สเปอร์ส ไม่ได้มีการเสริมทัพเลยในช่วงซัมเมอร์นี้ ทำให้ทุกๆ สายตาจับจ้องไปที่ ลูคัส มูร่า ว่าจะทำผลงานได้ดีมากแค่ไหน โดยเขาเพิ่งจะซัดประตูแรกในเกมพรีเมียร์ลีก แมตช์ชนะ ฟูแล่ม เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ในเกมที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เจ้าตัวทำผลงานได้อย่างโดดเด่น

ดาวเตะเลือดบราซิเลียน สามารถป่วนเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ตลอด เขาน่าจะได้จุดโทษในครึ่งแรกด้วยซ้ำเมื่อโดน ฟิล โจนส์ ผลักล้ม อย่างไรก็ตาม มูร่า จัดการซัดประตูแรกของตัวเองในเกมนี้จากจังหวะการเปิดบอลของ คริสเตียน เอริคเซ่น ช่วยให้ สเปอร์ส ขึ้นนำ 2-0

ยังไม่หมดแค่นั้น มูร่า โชว์ลีลาความเป็นแข้งแซมบ้า ด้วยการกระชากบอลหนี คริส สมอลลิ่ง ก่อนจะตะบันเต็มข้อบอลพุ่งผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ผู้รักษาประตูเลือดสแปนิช เข้าไปตุงตาข่าย ฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม มูร่า ถึงได้รับเลือกเป็น แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมนี้

2. ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายตัวจริง แมนฯ ยูไนเต็ด

แอชลี่ย์ ยัง ทำหน้าที่ได้ดีมากๆ ในตำแหน่งนี้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เขาไม่ใช่ซ้ายธรรมชาติ โดยเฉพาะการที่จะต้องวิ่งตัดเข้าในเพิ่งจะได้เปิดบอลในเท้าข้างถนัดของเขา

นับตั้งแต่ที่เซ็นสัญญากับ ชอว์ มาจากเซาธ์แฮมป์ตัน ทุกๆ คนเฝ้ารอที่จะเห็นนักเตะรายนี้ลงเล่นในตำแหน่งที่ถนัดของเขา และเราก็ได้เห็นแล้วเมื่อค่ำคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา แม้ “ปีศาจแดง” จะเสีย 3 ประตู ก็ตาม แต่ฟูลแบ็กตัวเก่ง วัย 23 ปี แสดงให้เห็นว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็นตัวจริงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

การเติมเกมรุกอย่างคงเส้นคงวา ไม่มีใครที่สัมผัสหรือผ่านบอบได้มากกว่าชอว์ เขามีโอกาสเปิดบอลถึง 4 ครั้ง, โยนยาว 5 ครั้ง และผ่านบอลจังหวะสำคัญๆ 3 ครั้ง อย่างไรก็ตามจังหวะที่ทีมเสียประตูที่สอง ชอว์ หลุดตำแหน่งทำให้ คีแรน ทริปเปียร์ เปิดบอลให้ คริสเตียน เอริกเซ่น ลากเข้าไปส่งบอลถวายพานให้ มูร่า ตะบันเข้าไปซุกก้นตาข่ายสบายอุรา

3.โรเมลู ลูกากู ขาดความเฉียบคม

โชเซ่ มูรินโญ่ ยังไม่สามารถไว้วางใจในตัว โรเมลู ลูกากู ได้เลย สตาร์ชาวเบลเยียม มักเล่นไม่ออกเวลาที่ลงสนามในเกมใหญ่ซึ่งบางครั้งการพูดแบบนี้อาจจะดูไม่แฟร์สำหรับนักเตะ สำหรับวันนี้ ลูกากู ทำได้ดี และมีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ในจังหวะที่ แดนนี่ โรส ส่งบอลคืนหลังพลาด แต่เจ้าตัวดันยิงบอลออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

หากจังหวะนี้ ลูกากู เปลี่ยนมันให้เป็นประตู แน่นอนว่าสถานการณ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ใช่อย่างที่เห็นหลังจบเกมแน่นอน แต่การที่เขาไม่สามารถทำประตูให้กับทีมในเวลาที่ทีมต้องการได้มันย่อมส่งผลกระทบต่อแรงกดดันมากยิ่งขึ้น

ยังไม่หมดแค่นั้น ลูกากู พลาดโอกาสงามๆ อีกครั้งในจังหวะขึ้นโหม่งแต่บอลหลุดเสาไปอย่างน่าเสียดาย ขณะเดียวกันในครึ่งหลัง (เมื่อ สเปอร์ส ขึ้นนำไปแล้ว) เขาไม่สามารถทำประตูจากการยิงด้วยเท้าซ้ายได้ จาก 3 จังหวะที่ชัดเจนขนาดนี้ เขาดันไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้ ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังมากๆ สำหรับนักเตะที่มีค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,375 ล้านบาท)

4. เซนเตอร์แบ็กอ่อนยวบ

หลังจากผลการแข่งขันสุดช็อกในเกมแพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน หลายคนโยนบาปให้กับฟอร์มสุดห่วยระหว่าง เอริค ไบยี่ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ มูรินโญ่ จะทำการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนี้ ด้วยการส่ง คริส สมอลลิ่ง กับ ฟิล โจนส์ ลงมาเป็นคู่หูเกมรับ

อย่างไรก็ตาม สองแข้งเลือดผู้ดี ทำผลงานย่ำแย่เหมือนกัน ขณะที่ โจนส์ คงได้บทเรียนราคาแพงจากจังหวะการวิ่งหนีตัวประกบของ แฮร์รี่ เคน ตอนที่ขึ้นโหม่งช่วย สเปอร์ส ได้ประตูนำ 1-0 ก่อนที่จะโดนเปลี่ยนตัวเนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ

ลินเดอเลิฟ ลงมาเล่นแทน และฟอร์มห่วยบรมห่วย โดยเฉพาะจังหวะที่ส่งบอลคืนหลังไม่ดูตาม้าตาเรือ และโดน เดเล่ อัลลี่ วิ่งโฉบแย่งบอลจาก ดาบิด เด เคอา แต่ดีที่ว่า กองกลางทีมชาติอังกฤษ ยิงไม่ผ่านตัว โกล์เลือดสแปนิช ส่วน สมอลลิ่ง แม้จะเล่นได้ดี แต่จังหวะที่ดวลตัวต่อตัวกับ มูร่า เขาสู้ไม่ได้ความเร็วของ แข้งบราซิเลียน และสุดท้ายก็ต้องเสียประตูที่สาม

ขณะที่ อันเดร์ เอร์เรร่า โดนจับเปลี่ยนบทบาทมายืนในแนวรับสามคนร่วมกับ สมอลลิ่ง กับ โจนส์ แต่การไร้ประสบการณ์ในการเล่นตำแหน่งนี้ ทำให้ทีมต้องเจอสถานการณ์กดดัน

5. โปเช็ตติโน่ กับ มูรินโญ่

สำหรับแมตช์นี้ โปเช็ตติโน่ กับ มูรินโญ่ เป็นตัวแทนการเล่นสองแบบสองสไตล์ การเสริมทัพในด้านบวก และลบ รวมทั้งการใช้เงินน้อย กับการใช้เงินมหาศาล

นายใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์ สร้างทีมด้วยการใช้เงินไปเบาะๆ 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,250 ล้านบาท) ขณะที่ มูรินโญ่ ตอนนี้ทุ่มเงินสร้างทีมไปแล้วมากกว่า 300 ล้านปอนด์ (ราว 13,500 ล้านบาท) ที่สำคัญในช่วงซัมเมอร์นี้ “พอช” ไม่ซื้อนักเตะเข้ามาร่วมทีมเลย ขณะที่ “เฮียมู” ออกโรงบ่นพร่ำรำพันไม่ได้รับการหนุนหลังจากบอร์ดบริหารเรื่องการเสริมทัพ

ตอนนี้ สเปอร์ส เป็นหนึ่งใน 4 ทีมที่เก็บชัยชนะรวด 3 แมตช์ในพรีเมียร์ลีก ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ร่วงกราวรูดไปอยู่ในอันดับ 13 ต้องบอกเลยว่านี่เป็นชัยชนะที่ดีมากๆ สำหรับ โปเช็ตติโน่ ซึ่งไม่ค่อยมีสถิติดีนักในการพบกับ 6 ทีมใหญ่

วัตฟอร์ดตบพาเลซ เก็บแต้มทาบจ่าฝูงลิเวอร์พูล

วัตฟอร์ดตบพาเลซ

วัตฟอร์ดออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ดีต่อเนื่องโดยได้โรแบร์โต้ เปเรย์ร่ายิงออกนำก่อนโฮเซ โฮเลบาสจะมาพร้อมดวงครอสบอลโด่งจนเข้าประตูไปเลย เพียงพอต่อการช่วยแตนอาละวาดเฉือนเอาชนะคริสตัล พาเลซ 2-1 เก็บชัยชนะ 3 เกมรวดมี 9 คะแนนขึ้นจ่าฝูงร่วมกับลิเวอร์พูล

สนาม : วิคาเรจ โร้ด

“แตนอาละวาด” ของกุนซือ ฆาบี กราเซีย ออกสตาร์ตแรงด้วยชัยชนะ 2 นัด ยังใช้ตัวจริงชุดเดิม ที่นำโดย 2 หัวหอกจอมแกร่ง ทรอย ดีนีย์ และ อันเดร เกรย์

ด้าน พาเลซ ของ รอย ฮ็อดจ์สัน ส่ง โจเอล วอร์ด ยืนแบ็กขวาแทน อารอน วาน-บิสซาก้า ที่โดนใบแดงในนัดแพ้ลิเวอร์พูล แต่ก่อนเกมก็ต้องปรับใหม่อีกรอบ เมื่อ เจมส์ ทอมกิ้นส์ เจ็บตอนวอร์ม มาร์ติน เคลลี่ ต้องลงช่วยเกมรับแทน

เริ่มเกมมาถึง น.12 เป็นคริสตัล พาเลซ ได้ทักทายก่อน แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ เปิดโค้งจากขวา คริสติยอง เบนเตเก้ สอดมาโขก ทว่า เบน ฟอสเตอร์ ปัดทิ้งทัน

3 นาทีต่อมา เป็นพาเลซที่ได้ลุ้นต่อเนื่อง ทาวน์เซ่นด์ พาบอลทะลุโต้กลับจากแดนกลาง ก่อนตวัดด้วยขวามาตรงจุดโทษ เจมส์ แม็คอาเธอร์ เกี่ยวติดแล้วยิงด้วยขวาเล่นทาง แต่ฟอสเตอร์เซฟไว้แบบเหลือเชื่อ

เจ้าถิ่นเริ่มต่อเกมติด ดาริล ยานมาต กระชากขึ้นทางขวาแล้วโยนมาเสาไกล โรเบร์โต้ เปเรยร่า วอลเล่ย์ด้วยขวา ในน. 20 ติดบล็อก แม็คอาเธอร์ แฉลบข้ามคาน

หลังจากนั้นยังไม่มีใครทำอะไรได้ จบครึ่งแรกเสมอ 0-0

ครึ่งหลังเล่นมาเพียงนาทีเดียว วัตฟอร์ดเกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะชุลมุนหน้าปากประตูบอลมาเข้าทาง วิลล์ ฮิวจ์ส ที่ยืนอยู่โล่งๆ แต่ยังยิงไปติดเซฟของ เวย์น เฮนเนสซี่

วัตฟอร์ดที่ครองเกมได้เหนือกว่า และมาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ใน น.53 จากจังหวะสวนกลับเร็ว เอเตียน กาปู จ่ายให้ โรเบร์โต้ เปเรยร่า ล็อคเข้าขวาปั่นโค้งๆบอลเสียบเสาสองเข้าไปแบบสุดสวย

หลังจากนั้น พาเลซ เกือบได้ประตูตีเสมอ น.69 คริสติยอง เบนเตเก้ ได้บอลในเขตโทษก่อนพลิกยิงด้วยขวาบอลข้ามคานไปนิดเดียว

น.71 แตนอาละวาด ได้ประตูนำห่าง 2-0 โชเซ่ โฮเลบาส ปั่นจากกราบซ้ายบอลมุดเสียบเสาสองเข้าไปอย่างเหลือเชื่อ

อย่างไรก็ตาม พาเลซ มีลูกฮึดและมาได้ประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 ใน น.78 วิลฟรีด ซาฮา ทำชิ่งกับ มักซ์ ไมเยอร์ หลุดเข้าไปยิงยัดเสาแรกไม่เหลือ

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม วัตฟอร์ด เอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 คว้าชัย 3 นัดรวด ขึ้นไปรั้งรองจ่าฝูงมี 9 คะแนนเท่ากับลิเวอร์พูล

สมัคร Goldenslot
รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

วัตฟอร์ด : เบน ฟอสเตอร์, ดาริล ยานมาต, เคร็ก แคธคาร์ต, คริสเตียน กาบาเซเล่, โชเซ่ โฮเลบาส, เอเตียน กาปู, อับดูลาย ดูกูเร่, วิลล์ ฮิวจ์ส, โรเบร์โต้ เปเรยร่า, ทรอย ดีนีย์, อันเดร เกรย์ (เคน เซม่า น.73)

คริสตัล พาเลซ : เวย์น เฮนเนสซี่, โจเอล วอร์ด, มาร์ติน เคลลี่, มามาดู ซาโก้, ปาทริค ฟาน อานโฮลต์, แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, เจมส์ แม็คอาเธอร์, เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ (มักซ์ ไมเยอร์ น.75), คริสติยอง เบนเตเก้ (อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ น.85), วิลฟรีด ซาฮา

ผู้ตัดสิน : แอนโทนี่ เทย์เลอร์

“ปีศาจแดง” ไม่เหลือแล้วซึ่งสปิริตจริงหรือไม่?

เนวิลล์

แกรี่ เนวิลล์ อดีตกองหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยข้อมูลจากวงในสุดๆ ของทีมเก่าตัวเองว่าสภาพความคิดจิตใจของนักเตะรุ่นปัจจุบันในห้องแต่งตัวเป็นอย่างไรไปแล้ว ภายหลังสร้างปรากฎการณ์พลิกล็อกช็อกโลก บุกไปแพ้ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 2-3 แบบหน้าตาเฉยในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา

มีกระแสข่าวว่าสภาพอารมณ์แข้ง “ปีศาจแดง” เต็มไปด้วยความหดหู่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะจิต ถึงขนาดที่ว่าลูกทีมทั้งหมดไม่มีใครเคารพนับถือ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกส อีกต่อไปแล้ว สืบเนื่องมาจากกรณีตั้งโต๊ะซดเกาเหลาโฮกฮากๆ กับ ปอล ป็อกบา กองกลางซูเปอร์สตาร์ดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 อย่างไม่ยอมเลิกรากันซะทีนั่นเอง

แต่ทั้งๆ ที่มีแต่เรื่องราวเชิงลบหมดสภาพล้วนๆ เนวิลล์ผู้พี่ กลับอ้างแหล่งข่าวที่สโมสรให้ข้อมูลกับตนว่าอันที่จริงแล้วสปิริตภายในทีมยังยอดเยี่ยม

ตำนานแบ็กขวา “เร้ด เดวิลส์” เผยผ่าน พ็อดคาสท์ ของตัวเองว่า “ผมคุยกับคนที่สโมสร และผมคิดว่ามีสปิริตที่ดีในห้องแต่งตัว วันนี้ (วันอาทิตย์) เป็นฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ ความคิดนี้…เขา (มูรินโญ่) ไม่ได้เสียผู้เล่นไปแล้ว ผมไม่คิดเลยสักนาทีเดียวว่าเขาคุมผู้เล่นไม่ได้แล้ว ดังนั้น ผมคิดว่ามันอาจจะผิดก็ได้ที่พูดอย่างนั้นเกี่ยวกับเกมนี้”

“นั่นจะเป็นลิ่มที่จะพยายามตอกเข้าไป และผมรู้สึกว่ามันมีพลังอยู่บ้างด้วยประเด็น ป็อกบา สัปดาห์นี้ พวก
เขากำลังพยายามจะบีบบังคับประเด็นนี้ ผมคิดว่าเขาจะปล่อยวางผู้เล่นคนนี้เพราะตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการก็คือทำให้ลูกทีมเข้าที่เข้าทางสำหรับหนึ่งสัปดาห์ในวันจันทร์, เกมใหญ่กับ ท็อตแน่ม และมันก็เพิ่งจะผ่านเกมที่สองของฤดูกาลเท่านั้น มันน่ากังวล แต่มันก็แค่เกมที่สองของฤดูกาล ดังนั้น มันจึงไม่ได้อยู่ในขั้นร้ายแรงอะไรนักหรอกน่า” เนวิลล์ ระบุ

แมนซิตี้เผยบราโว่เอ็นส้นเท้าขาดส่อปิดเทอม

บราโว่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรดังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่า เคลาดิโอ บราโว่ ผู้รักษาประตูชาวชิลีมีอาการเอ็นส้นเท้าขาดระหว่างการซ้อมเมื่อวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา

บราโว่ เข้ารับการตรวจเบื้องต้นกับทีมทันทีที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งหลังจากนี้เขาจะเดินทางไปรับการตรวจเพิ่มเติมที่นครบาร์เซโลน่าต่อไป โดยที่ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ระบุว่าเขาต้องพักนานแค่ไหน

“ตัวนักเตะได้รับการตรวจเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งผลตรวจยืนยันว่าอาการบาดเจ็บของเขาคือการที่เอ็นตรงเท้าซ้ายขาด” แมนฯ ซิตี้ กล่าวผ่านแอคเคาท์ ทวิตเตอร์ อย่างเป็นทางการของทีม

ทั้งนี้ โกล สื่อวงการฟุตบอลชื่อดังระบุว่าคนภายใน แมนฯ ซิตี้ กลัวว่า บราโว่ อาจจะหมดสิทธิ์ลงเล่นตลอดทั้งฤดูกาลนี้เลย ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นจริงมันก็จะทำให้ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมคนดังต้องปวดหัวในระดับหนึ่ง เพราะมันหมายความว่าเขาจะเหลือนายทวารที่มีประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่ให้ใช้งานแค่คนเดียวจนกว่าตลาดซื้อ-ขายนักเตะ ช่วงเดือนมกราคมนี้จะเปิดทำการเป็นอย่างน้อย นั่นคือ เอแดร์ซอน โมราเอส ที่เป็นมือ 1 ของทีม

สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า แดเนี่ยล กริมชอว์ นายทวารวัย 20 ปี อาจจะถูกดันมาเป็นมือ 2 ของทีมแทนที่ บราโว่ หรือไม่ก็ แมนฯ ซิตี้ อาจจะทำเรื่องอุทธรณ์ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เพื่อขอให้อีกฝ่ายอนุญาตให้พวกเขาทำสัญญายืมผู้รักษาประตูมาร่วมทีมได้เป็นกรณีฉุกเฉิน

สำหรับ บราโว่ นั้น ถือเป็นแข้งรายที่สองของ แมนฯ ซิตี้ ที่ได้รับบาดเจ็บแบบรุนแรงในฤดูกาลนี้ เพราะก่อนหน้านี้ เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ชาวเบลเยียมก็ได้รับบาดเจ็บตรงเอ็นหัวเข่าข้างขวาไปแล้ว โดยรายของ เดอ บรอยน์ จะต้องพักราว 3 เดือน

5ประเด็นลิเวอร์พูลบุกเอาชนะคริสตัลพาเลซ

ลิเวอร์พูลชนะคลิสตัล

ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างสุดยอดในเกมชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเป็นทีมที่สามารถเก็บ 6 แต้มเต็ม และยังไม่เสียประตูให้กับใครทั้งนั้นในเกมลีกฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะผ่านไปแค่ 2 เกม แต่ดูเหมือนว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ได้สร้างทีมให้เกิดความสมดุลทั้งเกมรุก และเกมรับ
ในส่วนของเกมรุกคงไม่ต้องสาธยายกันมาก เพราะพวกเขาแสดงให้เห็นแล้วนับตั้งแต่ที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมทีม แต่สำหรับเกมรับดูเหมือนว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ เล่นกันได้อย่างเข้าขา แต่ตอนนี้ยังเพิ่งจะเริ่มต้นซีซั่น คงจะต้องใช้เวลาดูกันไปยาวๆ ว่าพวกเขาจะรักษามาตรฐานชั้นยอดแบบนี้ต่อไปได้อีกหรือไม่

1. เจมส์ มิลเนอร์ สุดยอดผู้นำทีม
ในยามที่ ลิเวอร์พูล ไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน บทบาทกัปตันทีมจะตกเป็นของ เจมส์ มิลเนอร์ ซึ่งทำหน้าที่ผู้นำได้ดีเสมอมา คุณภาพในเรื่องนี้แสดงให้เห็นในเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเขาได้เข้ามาห้ามทัพกรณีที่ ซาดิโอ มาเน่ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พยายามแย่งกันยิงจุดโทษ

ทั้งคู่กระหายที่จะยิงประตู และยื้อแย่งกันจะซัดจุดโทษ สุดท้าย มิลเนอร์ สังเกตเห็น และเข้ามาไกล่เกลี่ยจน ซาลาห์ ยอมให้ ปีกความเร็วสูงทีมชาติเซเนกัล รับหน้าที่สังหาร โดยงานนี้เหตุการณ์เก่าๆ กลับมาอีกครั้งเมื่อ “หงส์แดง” ได้จุดโทษช่วงท้ายครึ่งแรก แมตช์ปะทะ คริสตัล พาเลซ

อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้ มิลเนอร์ จัดการรับหน้าที่สังหารเอง และกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูได้จากการยิงจุดโทษ 8 ครั้งติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก

2. เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ แข็งแกร่งสุดๆ
ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ แสดงให้เห็นถึงคุณภานยอดในการเล่นเกมรับ ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่แข็งแกร่งที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยในเกมนี้ไม่มีใครในสนามที่สามารถเอาชนะการดวลลูกกลางอากาศได้ดีไปกว่า ฟาน ไดค์

นอกจากนี้ เขายังมีศักยภาพในการลากบอลขึ้นมาจากเกมรับ และเริ่มเปิดเกมบุกซึ่งผลงานแบบนี้บรรดาแฟนบอลคงได้เห็นประจักษ์สายตากันแล้วในแมตช์ที่ “หงส์แดง” บุกถิ่นเซลเฮิร์สต์ พาร์ค เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งของ ฟาน ไดค์ ทำให้ “เดอะ เร้ดส์” เป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูในเกมลีกฤดูกาลนี้

3. เกอิต้า หัวใจในแดนกลาง
สาวก “เดอะ ค็อป” ต่างก็ประหลาดใจถึงสิ่งที่ นาบี เกอิต้า นำมาเติมเต็มให้กับลิเวอร์พูล หลังจากที่นักเตะสามารถทำผลงานเชื่อมเกมร่วมกับบรรดาเพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขาได้อย่างลงตัว และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไม “หงส์แดง” ถึงกล้าเซ็นสัญญากับนักเตะรายนี้ตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา

แม้ว่าจะผ่านไปเพียง 2 เกมเท่านั้น แต่ เกอิต้า กลายเป็นหัวใจในการเล่นของ ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว โดยจะเห็นว่าบอลส่วนใหญ่จะมาพักไว้ที่เขา นอกจากนี้ กองกลางทีมชาติกินี ยังแอสซิสต์เปิดบอลข้ามแนวรับ พาเลซ อย่างงามหยดชดช้อยให้ ซาลาห์ แต่น่าเสียดายที่ หัวหอกทีมชาติอียิปต์ กระดกบอลข้ามคานออกไป

ด้วยการที่แผงกองกลางของยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์มีการแข่งขันกันสูงมาก แต่ด้วยฟอร์มการเล่นของ เกอิต้า ในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือน กุนซือชาวเยอรมัน รู้ได้ทันทีว่า เกอิต้า จะเป็นแกนหลักในแผนการสร้างทีมของเขาต่อไป (ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ต้องก้มหน้ายอมรับสภาพ)

4. โกเมซ กลับมาเล่นได้อย่างโดดเด่น
โจ โกเมซ น่าจะทำให้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ประทับใจไม่มากก็น้อยสำหรับผลงานของเขาในการช่วยทีมบุกชนะ “ดิ อีเกิ้ลส์” 2-0 เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และอาจจะเรียกตัวติดทัพ “สิงโตคำราม” สำหรับการลงเล่นในอุ่นเครื่องในช่วงเดือนกันยายนนี้

กองหลังดาวรุ่งวัย 21 ปี สามารถจับคู่ได้อย่างเข้าขากับ เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ด้วยเหตุนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า โกเมซ อาจจะได้ยึดตำแหน่งตัวจริงไปยาวๆ งานนี้ เดยัน ลอฟเรน กับ โจเอล มาติป แม้จะหายเจ็บกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ก็ไม่แน่ว่าจะเบียดความร้อนแรงของ อดีตแข้งชาร์ลตัน แอธเลติก ได้

แน่นอนว่าตอนนี้ โกเมซ สามารถพัฒนาฝีเท้าได้อย่างดีเยี่ยมในการเล่นเคียงข้างกับ ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์ และฟอร์มที่สุดยอดซึ่ง เซาธ์เกต ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อเข้าไปชมเกมที่สนามเซลเฮิร์สต์ พาร์ค มีความเป็นไปได้ที่นักเตะจะได้ติดธงในเร็วๆ นี้

5. พาเลซ ต้องชดใช้จากความผิดพลาด
ลิเวอร์พูล มี 3 แนวรุกที่สุดน่ากลัว และสามารถช่วยสร้างสรรค์เกมได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักจนกระทั่งในช่วงท้ายครึ่งแรก โดย โม ซาลาห์ โดน มามาดู ซาโก้ ดึงกระชากลากถูพร้อมเตะจนล้มกลิ้งในเขตโทษ และผู้ตัดสินไม่ลังเลที่จะเป่าให้จุดโทษ

เจมส์ มิลเนอร์ ไม่ทำให้สาวก “เดอะ ค็อป” ผิดหวังเมื่อส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายช่วยปลดล็อกให้กับทีม โดยประตูนี้ทำให้พวกเขาเล่นได้ง่ายขึ้นในครึ่งหลัง เนื่องจาก พาเลซ จำเป็นต้องเปิดเกมบุกเพื่อหวังมีแต้มในบ้านตัวเอง และสุดท้ายก็เจอทีเด็ดเรื่องความเร็วปานจรวดของ ซาลาห์ กับ มาเน่ จากการเล่นสวนกลับ และนั่นก็ทำให้ “หงส์แดง” ได้ 3 คะแนนสำคัญ

บาร์เซโลน่าไม่ดึงยาย่ากลับรัง

ยาย่า ตูเร่

สื่อดังประเทศสเปน รายงาน บาร์เซโลน่า ปฏิเสธโอกาสที่จะดึง ยาย่า ตูเร่ มิดฟิลด์จอมเก๋าชาวไอวอรี่ โคสต์ กลับมาเล่นในถิ่นคัมป์ นู อีกครั้ง หลังนักเตะเป็นแข้งฟรีเอเยนต์หลังโบกมือลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อจบซีซั่นที่ผ่านมา
บาร์เซโลน่า มหาอำนาจลูกหนังแห่งศึกลา ลีกา สเปน ปฏิเสธโอกาสที่จะเซ็นสัญญากับ ยาย่า ตูเร่ กองกลางมากประสบการณ์แบบไม่มีค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังนักเตะอำลา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นับตั้งแต่ที่จบฤดูกาล 2017-18 จากการรายงานของ ดอน บาลอน สื่อดังในดินแดนกระทิงดุ

ดาวเตะชาวไอวอรี่โคสต์ กลายเป็นผู้เล่นฟรีเอเยนต์ในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังนักเตะโบกมือลาทัพ “เรือใบสีฟ้า” โดยในช่วงที่ผ่านมามีหลายสโมสรให้ความสนใจอยากได้ ยาย่า ไปร่วมทีม โดยเฉพาะ บาร์ซ่า อดีตต้นสังกัดของนักเตะ ก็ตกเป็นข่าวว่ากำลังพิจารณาทาบทาม มิดฟิลด์วัย 35 ปีเช่นกัน Goldenslot

อย่างไรก็ตาม ดอน บาลอน รายงานว่า ยอดทีมแห่งถิ่นคัมป์ นู ปฏิเสธโอกาสที่จะดึงตัว ยาย่า ซึ่งเคยค้าใส่เสื้อ “เลือดหมูน้ำเงิน” มาแล้วในช่วงระหว่างปี 2007-2010 และได้ 2 แชมป์ลา ลีกา, 1 โกปา เดล เรย์ และ 1 ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลับมาเล่นกับทีมอีกครั้ง

ทั้งนี้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เป็นหนึ่งในสโมสรที่ตกเป็นข่าวว่าอยากได้ ยาย่า ไปร่วมทีมเช่นกัน แต่ มานูเอล เปเยกรีนี่ ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ปฏิเสธที่จะดึงนักเตะไปร่วมทีม

ลูกากูโบกมือลาเบลเยี่ยมแต่ไก่โห่

ลูกากูโบกมือลาแต่ไก่โห่

อะไรจะรีบร้อนเร่งรัดออกปานนั้น! แฟนบอล “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” มีหวังช็อกกันเป็นแถว เมื่อดาวซัลโวประวัติศาสตร์ของประเทศอย่าง โรเมลู ลูกากู หัวหอก “ปีศาจแดง” ประกาศก้องเลิกรับใช้ชาติแต่ไก่โห่!!
โรเมลู ลูกากู กองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยแผนการสุดช็อกว่าจะอำลาทีมชาติเบลเยียมหลังจากเสร็จศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2020” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นดาวยิงตลอดกาล “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ไปหมาดๆ ด้วยสถิติ 40 ประตูจาก 75 นัด แถมยังเพิ่งจะอายุ 25 ปีอีกต่างหาก!

ลูกากู ที่ยิง 4 ตุงในศึกฟุตบอลโลก 2018 พร้อมพา เบลเยียม ครองอันดับ 3 แต่กลายเป็นว่านั่นคือ เวิลด์ คัพ หนสุดท้ายของเจ้าตัวไปแล้วนั้น กล่าวผ่าน บิสซิเนส อินไซเดอร์ เว็บไซต์ข่าวการเงินและธุรกิจเมืองมะกัน ว่า “หลัง ยูโร ผมคิดว่าผมจะหยุดแล้วล่ะ”

อดีตดาวยิง เอฟเวอร์ตัน ลงเตะบอลโลกและยุโรปมาแล้ว 2 สมัย และ 1 สมัยตามลำดับ พร้อมช่วยเบลเยียม เข้าถึงอย่างน้อยรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาตลอด แต่ตอนนี้เจ้าตัวยืนยันว่ารอบรองชนะเลิศเท่านั้นสำหรับทุกรายการสำคัญคือความคาดหวังอย่างน้อยที่สุดของ เบลเยียม

“ทุกๆ รายการใหญ่สำหรับเราในฐานะประเทศต้องเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ หลังจากนั้นคุณค่อยก้าวต่อไปจากตรงจุดนั้น คุณควรจะคว้าชัยชนะมาให้ได้ทั้งหมด แต่คุณจะต้องทำได้ไม่ต่ำกว่ารอบรองชนะเลิศ” ลูกากู ทิ้งท้าย