Slider

เกร็ดเกม บราซิล แพ้ เบลเยียม 1-2 รอบก่อนรองฯฟุตบอลโลก

บราซิล แพ้ เบลเยียม

บราซิล กลายเป็นชาติจากทวีปอเมริกาใต้อีกหนึ่งทีมที่ต้องตกรอบไปในศึกฟุตบอลโลก 2018 และทำให้เบลเยี่ยม ผ่านเข้าสู่รอบรองฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 หลังเกมจะมีเกร็ดอะไรน่าสนใจได้บ้างไปดูกันได้เลย

9 – นักเตะทั้งหมด 9 คนที่ช่วยยิงประตูให้ เบลเยียม ในศึกฟุตบอลโลก 2018 มีเพียงแค่ อิตาลี ในปี 2006 และ ฝรั่งเศส ในปี 1982 ที่มีจำนวนนักเตะในทีมที่ทำประตูได้มากกว่า (10 คน) ในทัวร์นาเมนต์เวิลด์ คัพ

2 – แฟร์นันดินโญ่ เป็นนักเตะคนที่สองเท่านั้นของ บราซิล ที่ยิงเข้าประตูตัวเองในเกมฟุตบอลโลก หลังจากที่ มาร์เซโล เคยทำมาแล้วในปี 2014 (พบโครเอเชีย)

23 – เบลเยียมยังไม่แพ้ทีมใดเลยตลอดการเล่น 23 แมตช์หลังสุด (ชนะ 18 เสมอ 5 แพ้ 0) ซึ่งเป็นสถิติของทีมชาติ และเป็นทีมที่ไม่แพ้ใครยาวนานที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในศึกฟุตบอลโลก 2018

– ในเกมที่พบกับ เบลเยียม นั้น บราซิล เสีย 2 ประตูต่อเกมซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ ตีเต้ เข้ามาทำหน้าที่กุมบังเหียน โดยพวกเขาเสียไปเพียง 6 ประตูเท่านั้นจากการลงเล่น 25 แมตช์ก่อนหน้านี้

4 – บราซิล ตกรอบน็อกเอาต์ ฟุตบอลโลก 4 ครั้งติดต่อกัน

2018 – แพ้ เบลเยียม 1-2 (รอบก่อนรองชนะเลิศ)

2014 – แพ้ เยอรมนี 1-7 (รอบรองชนะเลิศ

2010 – แพ้ ฮอลแลนด์ 1-2 (รอบก่อนรองชนะเลิศ)

2006 – แพ้ ฝรั่งเศส 0-1 (รอบก่อนรองชนะเลิศ)

** บราซิล ไม่เคยยิงได้เกิน 1 ประตูในทุกเกมที่แพ้รอบน็อกเอาต์ทั้ง 4 ครั้ง

 

เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น ได้ใจจากแฟนบอลทั่วทั้งโลก แม้ตกรอบฟุตบอลโลก 2018 ไปแล้วก็ตาม

ทีมชาติญี่ปุ่น

ทีมชาติญี่ปุ่น ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ไปอย่างน่าเสียดาย หลังแพ้ทีมชาติเบลเยียม 2-3 เมื่อวันจันทร์ที่  2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 2-0

    ขุนพล “ซามูไรบลูส์” ชุดนี้ได้รับเสียงยกย่องอย่างมาก และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้พวกเขาได้ใจจากแฟนบอลทั่วโลก

  1. สู้ไม่ถอย

แม้ ญี่ปุ่น เป็นรองคู่แข่ง แต่พวกเขาก็สู้ทุกนัด โดยเล่นแบบมีศักดิ์ศรี ไม่ยอมอุดประตูเพียงอย่างเดียวเพื่อหวังจะไปดวลจุดโทษ อากิระ นิชิโนะ  เทรนเนอร์ทีมชาติญี่ปุ่น จะใช้วิธีตั้งรับลึกๆ แล้วรอจังหวะโต้กลับ รวมทั้งใช้การเล่นแบบเพรสซิ่งกดดันคู่แข่ง และสู้ตาย โดยเฉพาะในเกมที่พบ เบลเยียม นั้น พวกเขาสู้กับยักษ์ใหญ่จากยุโรปได้อย่างถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว ญี่ปุ่น ยิงได้ 6 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 มากกว่าฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ ที่ทัพ “ซามูไร” ได้ร่วมฟาดแข้ง นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสู้ไม่ถอย

    2. เล่นอย่างมีวินัย

ญี่ปุ่น กลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ด้วยกฎแฟร์เพลย์ หลังจากได้รับใบเหลืองน้อยกว่า เซเนกัล คู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน ใน 3 เกมของรอบแบ่งกลุ่ม ญี่ปุ่น เสียฟาวล์ไปแค่ 28 ครั้งเท่านั้น น้อยที่สุดในบรรดา 32 ทีมที่มาเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยในการเล่นอย่างมาก

    3. มารยาทสุดยอด

นอกจากจะสร้างความประทับใจในสนามแล้วนั้น นักเตะทีมชาติญี่ปุ่น ยังช่วยกันทำความสะอาดห้องแต่งตัว หลังเกมสุดท้ายในฟุตบอลโลกหนนี้จนสะอาดเกลี้ยงเกลา พร้อมทิ้งโน้ตเป็นภาษารัสเซีย ที่เขียนว่า “ขอบคุณ” ให้กับเจ้าภาพ และยังพับกระดาษสีน้ำเงินเป็นนกกระเรียน ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย

    4. มีกัปตันทีมที่น่ายกย่อง

อัลแบร์โต ซัคเคโรนี่ กุนซือคนดัง เคยยกย่อง มาโกโตะ ฮาเซเบะ กองกลางกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น เอาไว้ว่า “กัปตันทีมที่แท้จริงที่ผมเคยร่วมงานด้วยมีแค่ เปาโล มัลดินี่ กับ ฮาเซเบะ เท่านั้น”  ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฮาเซเบะ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางที่ทำให้ทีมมีผลงานยอดเยี่้ยม ไม่ว่าจะเป็นเกมรับหรือเกมรุก ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมทำให้ ฮาเซเบะ น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของเอเชียได้เลย

    5. แฟนบอลน่าทึ่ง

หลังจบเกมทุกนัด แฟนบอลซามูไรบลูส์ จะช่วยกันเก็บขยะบนอัฒจันทร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมีอารยธรรม จนสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลกนอกจากนั้น แฟนบอลญี่ปุ่น ยังแต่งตัวมีสีสัน และเป็นมิตรกับทุกชาติ โดยที่เราจะไม่เคยเห็นข่าวว่าพวกเขาไปตีกับกองเชียร์ชาติอื่นๆ เลย

เนย์มาร์เปิดปากพูดแล้ว หลังโดนล้อสำออยเกิ๊น

World Cup

มีความต้องการทางแพทย์จริงๆ! เนย์มาร์ ดาวเตะแซมบ้า ชักรำคาญเสียงด่าปนโดนล้อเลียนท่วมโลกออนไลน์ ออกปากปกป้องตัวเอง ยืนยันเจ็บจริงๆ ไม่ได้สำออย บอกโดนย่ำเต็มๆ ดอก ใครจะไปทานทนไหว

เนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิล ออกโรงปกป้องตัวเองกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าแกล้งเจ็บเกินจริงระหว่างช่วยทีมทำศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ชนะ เม็กซิโก 2-0 เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่สนามคอสมอส อารีน่า เมืองซามารา ประเทศรัสเซีย จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องล้อเลียนกันอย่างสนุกสนานในโลกออนไลน์

    ดาวเตะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง วัย 26 ปี กล่าวว่า “ผมก็แค่เจ็บ มันซับซ้อน มันไม่ใช่สิ่งที่ผมควบคุมได้ ผมโดนย่ำอย่างไม่แฟร์ ผมคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับบอล มันนอกเกมชัดๆ ผมไม่คิดว่ามันควรจะทำกันแบบนี้ แต่ก็นั่นแหละ พวกเขาพูดมากเหลือเกินก่อนเกมนี้ และตอนนี้พวกเขาก็กำลังกลับบ้าน”   Goldenslot

“ผมไม่แคร์เสียงวิจารณ์หรือคำชมมากนักหรอก เพราะสิ่งนี้มีอิทธิพลต่อทัศนคติของคุณ ผมคิดว่ามันเป็นความพยายามจะบ่อนทำลายผมมากกว่าอย่างอื่น” เนย์มาร์ กล่าวผ่าน ทีวี โกลโบ สถานีโทรทัศน์ในบ้านเกิด

     ด้าน ตีเต้ โค้ชทีมชาติบราซิล โอบอุ้มลูกทีมคนเก่งด้วยการยืนยันและชมเชยไปพร้อมกันว่า “(มิเกล) ลายุน (กองหลังเม็กซิโก) ย่ำใส่เขาจริงๆ นี่นา ผมเห็นบนจอทีวี ก่อนแมตช์นี้เขาก็สุดยอดอยู่แล้ว และ ณ จุดนี้เขาก็ตอกย้ำฟอร์มการเล่นคุณภาพสูงออกมาให้เห็นอีกครั้ง”

เคนภูมิใจช่วยอังกฤษเข้ารอบ8ทีมบอลโลก

แฮร์รี่ เคน

แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมชาติอังกฤษ สุดภูมิใจหลังช่วยทีมฝ่าด่าน โคลอมเบีย เข้าสู่รอบก่ออนรองฯ ในศึก เวิลด์ คัพ 2018 สำเร็จ โวตอนนี้ “สิงโตคำราม” คิดถึงเกมกับ สวีเดน แล้ว

  แฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ เผยว่า ตนรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ช่วยทีมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ได้สำเร็จ หลังชนะดวลจุดโทษ โคลอมเบีย 4-3 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 3 กรกฏาคม ที่ผ่านมา

อังกฤษ ขึ้นนำก่อน 1-0 ในนาทีที่ 54 จากการยิงลูกจุดโทษเข้าไปของ เคน แต่ โคลอมเบีย มาตีเสมอเป็น 1-1 ได้สำเร็จในช่วงเวลาบาดเจ็บ จากการโขกของ เยร์รี่ มีน่า ทำให้มีการต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที แต่ไม่มีใครทำประตูกันได้ จนต้องตัดสินหาผู้ชนะด้วยการดวลลูกจุดโทษ และก็เป็น “สิงโตคำราม” ที่ทำได้ดีกว่า ชนะไป 4-3 พร้อมทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองฯ ไปดวลกับ สวีเดน วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคมนี้

              “ผมภูมิใจมาก เราโชคร้ายที่มาเสียประตูในช่วงนาทีสุดท้าย ชัยชนะครั้งนี้มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการร่วมแรงร่วมใจกัน และการสู้ไม่ถอยของพวกเรา มันเป็นค่ำคืนที่สำคัญสำหรับเราทุกคน แน่นอนว่า ตามประวัติศาสตร์อังกฤษทำได้ไม่ดีในการดวลลูกจุดโทษ ซึ่งมันก็ถือเป็นเรื่องยอดเยี่ยมที่ครั้งนี้เราทำได้ มันทำให้เรามีความเชื่อมั่น ตอนนี้เรามองไปที่เกมต่อไปแล้ว” ยอดหัวหอกจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ วัย 24 ปี กล่าว

อาซาร์รับเบลเยียมโคตรปลื้มพลิกนรกชนะญี่ปุ่น

อาซาร์

เอแด็น อาซาร์ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม หน้าบานหลังช่วยบ้านเกิดพลิกสถานการณ์จากเป็นรองจนคว้าชัยชนะเหนือ ญี่ปุ่น แบบเฉียดฉิว 3-2 ผ่านเข้าไปบราซิล ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ดินแดนหมีขาว

 เอแด็น อาซาร์ เพลย์เมกเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยียม ยอมรับทุกๆ คนในทีมต่างมีความสุขที่ทำภารกิจพลิกนรกชนะ ญี่ปุ่น 3-2 ทั้งๆ ที่ตกเป็นรองถึงสองประตู ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

เบลเยียม พยายามเปิดเกมบุกเพื่อหวังเจาะตาข่าย ญี่ปุ่น ให้ได้แต่ทำไม่สำเร็จ เข้าสู่ครึ่งหลังทัพปลาดิบทำให้โลกต้องช็อกเมื่อได้ 2 ประตูในช่วงเวลาติดๆ กันจาก เกงกิ ฮารางูจิ กับ ทาคาชิ อินูอิ จากนั้น เบลเยียม เดินเครื่องเต็มสูบหวังยิงประตูคืนให้ได้และมาประสบความสำเร็จจากจังหวะโหม่งของ แยน แฟร์ต็องเก้น กับ มารูยาน เฟลไลนี่ซึ่งเล่นเป็นตัวสำรอง

เข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีสุดท้าย ญี่ปุ่น ได้จังหวะฟรีคิกเกือบ 40 หลา เคซุเกะ ฮอนดะ ซัดเต็มข้อแต่ ติโบต์ กูร์กตัวส์ พุ่งปัดออกหลัง จากนั้นแข้งซามูไรเตะมุมเข้ากลางประตู โกล์เชลซี คว้าบอลได้และเปิดเร็วให้ เควิน เดอ บรอยน์ ที่ลากยาวจากแดนตัวเอง และส่งให้ โธมัส เมอนิเย่ร์ ที่บรรจงผ่านบอลเข้าในเขตโทษโดย ลูกากู หลอกแนวรับญี่ปุ่นด้วยการปล่อยบอลให้ นาเซอร์ ชาดลี่ อีกหนึ่งตัวสำรองที่แปโล่ง ช่วยให้ เบลเยียม พลิกนรกชนะ 3-2

              อาซาร์ ซึ่งคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ กล่าวว่า “เราคิดถึงเมื่อ 2 ปีก่อนตอนที่สู้กับ เวลส์ (ยูโร 2016) แต่เราคิดว่าถ้าเรายิงประตูได้เราก็ยังมีลุ้น เรามีกลุ่มนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ เราส่งผู้เล่นตัวสำรองซึ่งสร้างความแตกต่าง ดังนั้นวันนี้เรามีความสุขที่ได้ชัยชนะ และผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย”

              “ปฏิกิริยาตอบโต้ที่เราแสดงให้เห็นวันนี้เป็นอะไรที่เยี่ยมมากๆ และบางทีนี่เป็นแมตช์ที่เราจำเป็นต้องทำให้ได้เพื่ออนาคตเพราะเรามีโอกาสตกรอบ แต่เราได้ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อถึงวันศุกร์ (รอบ 8 ทีมสุดท้าย) มันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ เพราะเราต้องพบกับ บราซิล ซึ่งมีนักเตะชั้นยอดมากมาย เราจะพักให้เต็มที่ และพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อคว้าชัยชนะในแมตช์นี้” อาซาร์ ระบุ

“อากินเฟเยฟ ฮีโร่”เซฟสองโทษ!รัสเซียแม่นเป้าล้มสเปน ฉลุยรอบ 8 ทีม

เกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 “กระทิงดุ” ทีมชาติสเปน ของเฟร์นานโด เอียร์โร่ ปรับเปลี่ยนผู้เล่นสองตำแหน่งโดยส่ง นาโช่ เฟร์นานเดซ และ มาร์โก อเซนซิโอ ลงเล่นแทนดานี่ การ์บาฆาล และอันเดรส อิเนีนสต้า

ด้านเจ้าภาพ รัสเซีย ส่งอเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ที่ได้พักในเกมล่าสุดกลับมาเป็นตัวจริง ส่วนในแดนหน้าวาง อาร์เต็ม ดีซูบา ศูนย์ร่างยักษ์ยืนค้ำหอกในแดนหน้า

เริ่มเกมได้เพียง 12 นาที สเปนขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่ยูริ ซีร์คอฟ ไปทำฟาวล์ใส่นาโช่ เฟร์นานเดซ เป็นลูกฟรีคิกทางด้านขวา ก่อนที่มาร์โก อเซนซิโอ้ เปิดเข้ามาในกรอบเขตโทษ บอลไปตกบนเท้าของเซอร์เกย์ อิกนาเชวิช ที่กำลังเบียดชิงพื้นที่กับเซร์คิโอ รามอส เข้าประตูตัวเอง กระทิงดุ ออกนำ 1-0

รัสเซียมาได้จุดโทษจากจังหวะที่เคราร์ด ปีเก้ ไปทำแฮนด์บอล และเป็นอาร์เต็ม ดีซูบา รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด เจ้าภาพตามตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 40

จบครึ่งแรกเสมอกัน 1-1

ผ่านครึ่งหลังไป 15 นาที สเปนยังคงเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่า แต่ยังไม่สามารถหาโอกาสจบสกอร์ได้

เข้าสู่ช่วง 10 นาทีสุดท้าย รูปเกมยังคงเป็นเหมือนเดิมคือสเปนครองบอลได้มากกว่าแต่ยังไม่สามารถเจาะแนวรับเจ้าภาพได้

น. 85 อีเนียสต้าได้ส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลพุ่งเรียดแต่อิกอร์ อากินเฟเยฟ พุ่งปัดทิ้งบอลไปเข้าทางอัสปาส ตามเข้ามาซ้ำแต่บอลขนานหน้าประตูออกข้างไป

ทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งหลัง 4 นาที แต่ไม่มีประตูเพิ่ม จบ 90 นาที เสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาที โดยทั้งสองทีมสามารถเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนที่ 4 ได้

ช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีที่ 96 โกเก้ ได้ลองส่องไกลระยะ 30 หลาแต่บอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

น. 100 อเซนซิโอ้ ได้ซัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไปตรงตัวของอากินเฟเยฟ

สเปนพลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะโซโล่เดี่ยวของโรดริโก้ ทางริมเส้นด้านขวาก่อนจะกระชากบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษและซัดด้วยขวามุมแคบแต่ยังติดเซฟของอากินเฟเยฟ ที่ป้องกันประตูไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม

จบเวลาในช่วงต่อเวลาพิเศษ เสมอกัน 1-1 ทำให้ต้องไปดวลลูกจุดโทษตัดสิน และเป็นเจ้าภาพยิงได้แม่นกว่าเอาชนะไป 4-3 โดย อากินเฟเยฟ กัปตันทีมรัสเซียเป็นฮีโร่ เซฟสองจุดโทษพาเจ้าภาพผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

สเปนคนที่ 1 อันเดรส อิเนียสต้า  -เข้า
รัสเซียคนที่ 1 ฟิโอดอร์ สโมลอฟ -เข้า

สเปนคนที่ 2  เคราร์ด ปิเก้  -เข้า
รัสเซียคนที่ 2 เซอร์เกย์ อิกนาเชวิช -เข้า

สเปนคนที่ 3  โกเก้  -ไม่เข้า
รัสเซียคนที่ 3 อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน – เข้า

สเปนคนที่ 4 เซร์คิโอ รามอส  – เข้า
รัสเซียคนที่ 4 เดนิส เชริเชฟ  – เข้า

สเปนคนที่ 5 ยาโก้ อัสปาส  – ไม่เข้า

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

สเปน : ดาบิด เด เคอา, นาโช่ เฟร์นานเดซ (ดานี่ การ์บาฆาล น.70), เซร์คิโอ รามอส (C), เคราร์ด ปิเก้, จอร์ดี้ อัลบา, เซร์คิโอ บุสเกตส์, โกเก้, ดาบิด ซิลบา (อันเดรส อีเนียสต้า น. 67), อีสโก้, มาร์โก อเซนซิโอ (โรดริโก้ น.104), ดีเอโก้ คอสต้า (ยาโก้ อัสปาส น.80)

 รัสเซีย : อิกอร์ อากินเฟเยฟ (C), มาริโอ เฟร์นานเดซ, เซอร์เกย์ อิกนาเชวิช, ดาเลร์ คุซยาเยฟ (อเล็คซานเดอร์ เอโรคิน น.97) , อิลยา คูเตปอฟ, อเล็คซานเดอร์ ซาเมดอฟ (เดนนิส ชีรีเชฟ น.60), ยูริ ซีร์คอฟ ( วลาดิมีร์ กรานัต น.46), อาร์เต็ม ดีซูบา (ฟีโยดอร์ สโมลอฟ น.64), โรมัน ซอบนิน, อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน , ฟีโอดอร์ คูดริยาตอฟ

 

เมสซี่’ นำอาร์เจนตินาชนฝรั่งเศสที่มี ‘กรีซมันน์’ พร้อมลั่นไก

นับเป็นคู่หยุดโลก..”ฟ้า-ขาว” อาร์เจนตินา จะมี ลิโอเนล เมสซี่ นำทัพปิดสกอร์ เกมพบ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ที่ อองตวน กรีซมันน์ พร้อมล่าตาข่าย ลุ้นระทึกในศึกฟุตบอลโลก 2018 (รอบ 16 ทีมสุดท้าย)

คืนวันเสาร์ที่ 30 มิ.ย. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : TrueSport HD3 และ True4U, เวลา : 21.00 น.

ทีมชาติฝรั่งเศส แชมป์กลุ่ม ซี จะพบ อาร์เจนตินา รองแชมป์กลุ่ม ดี ในบิ๊กแมตช์ฟุตบอลโลก 2018 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่คาซาน อารีน่า, คาซาน ประเทศรัสเซีย

ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 49 ปี นำทีมไม่แพ้ 7 เกมติดต่อกัน หลังจากผลงานล่าสุด เสมอ เดนมาร์ก 0-0 ที่ลุชนิกี้ สเตเดี้ยม กรุงมอสโก ในฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย กลุ่ม ซี เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายน ซึ่ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตราไก่ คว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์

สำหรับผู้เล่นตัวจริง 6 คน จะกลับมาออกสตาร์ตเกมตั้งแต่วินาทีแรกไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส ผู้รักษาประตู กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสวัย 31 ปี ที่ลงเล่นทีมชาติไปแล้ว 100 นัด, เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ซามูแอล อุมติตี้, ปอล ป็อกบา, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, แบลส มาตุยดี้

ดีดิเย่ร์ เดส์ชองส์ เซเล็กซิยอนเนอร์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 49 ปี นำทีมไม่แพ้ 7 เกมติดต่อกัน หลังจากผลงานล่าสุด เสมอ เดนมาร์ก 0-0 ที่ลุชนิกี้ สเตเดี้ยม กรุงมอสโก ในฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย กลุ่ม ซี เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายน ซึ่ง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กองกลางตราไก่ คว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์

สำหรับผู้เล่นตัวจริง 6 คน จะกลับมาออกสตาร์ตเกมตั้งแต่วินาทีแรกไม่ว่าจะเป็น อูโก้ โยริส ผู้รักษาประตู กัปตันทีมชาติฝรั่งเศสวัย 31 ปี ที่ลงเล่นทีมชาติไปแล้ว 100 นัด, เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ซามูแอล อุมติตี้, ปอล ป็อกบา, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, แบลส มาตุยดี้

ในรายของ เอ็มบั๊ปเป้ ได้ลงเป็นตัวสำรองนัดเจ๊า ทีมโคนม นอกนั้นคนอื่นๆ ไม่ได้ลงเล่นเกมล่าสุด ซึ่งพวกเขาได้พักมาเต็มที่

เดส์ชองส์ จะใช้แผนการเล่น 4-2-3-1 เหมือนเดิม อุมติตี้ เซนเตอร์แบ็กบาร์เซโลน่าหายเจ็บกล้ามเนื้อต้นขาซ้าย จะเล่นคู่กับ ราฟาแอล วาราน โดยมี ก็องเต้ กับ ป็อกบา เป็นแกนหลักแดนกลาง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ทำหน้าที่กองหน้าตัวเป้า

ด้าน ”อัลบิเซเลสเต้” ทีมชาติอาร์เจนตินา เอาตัวรอดจากรอบแบ่งกลุ่มมาได้อย่างหวุดหวิด หลังเอาชนะ ไนจีเรีย 2-1 เข้าป้ายด้วยการเป็นรองแชมป์กลุ่ม ดี โดยได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจากผลงานของ มาร์กอส โรโฮ

ในการฝึกซ้อมล่าสุด เอ็นโซ่ เปเรซ มิดฟิลด์ตัวกลางจากสโมสรริเวอร์เพลท มีปัญหาเรื่องสภาพร่างกายเล็กน้อยต้องแยกซ้อม แต่เทรนเนอร์ ฮอร์เค่ ซามปาโอลี่ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะลงสนามได้

ส่วนรายของ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ กองกลางตัวรับจอมเก๋าวัย 34 ปี ที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณใบหน้ามีแผลแตกในนัดก่อน จะลงรับใช้ชาติเป็นนัดที่ 147 ได้อย่างไม่มีปัญหา โดยจะผนึกกำลังร่วมกับ เอเวร์ บาเนก้า และ เอ็นโซ่ เปเรซ ที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากอาการกล้ามเนื้อล้าลงสนามได้

สามประสานแดนหน้าส่ง ลิโอเนล เมสซี่ กัปตันทีมผนึกกำลังกับ อังเคล ดิ มาเรีย ช่วยกันป้อนบอลให้กับ กอนซาโล่ อิกวาอิน เข้าทำประตู โดยมี คริสเตียน ปาวอน ดาวรุ่งของทีมที่มีเบียดลุ้นแย่ง อิกวาอิน ลงสนาม

ขณะเดียวกัน ลิโอเนล เมสซี่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, เอเวร์ บาเนก้า, นิโกลัส โอตาเมนดี้ และ กาเบรียล เมร์กาโด้ ต้องระวังตัวให้ดี เนื่องจากมีใบเหลืองติดตัวอยู่คนละใบ

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
 ฝรั่งเศส : อูโก้ โยริส (กัปตันทีม) – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, ราฟาแอล วาราน, ซามูแอล อุมติตี้, ลูกาส์ แอร์กน็องเดซ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, ปอล ป็อกบา – คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, อองตวน กรีซมันน์, แบลส มาตุยดี้ – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

 อาร์เจนตินา : ฟรังโก้ อาร์มานี่ – กาเบรียล เมร์กาโด้, นิโกลัส โอตาเมนดี้, มาร์กอส โรโฮ, นิโกลัส ตาเกลียฟิโก้ – เอ็นโซ่ เปเรซ, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่, เอเวร์ บาเนก้า – ลิโอเนล เมสซี่, กอนซาโล่ อิกวาอิน (คริสเตียน ปาวอน), อังเคล ดิ มาเรีย

ผู้ตัดสิน: อาลิเรซ่า ฟากานี่ (อิหร่าน)

ข้อมูลน่าสนใจ
– อาร์เจนตินา ชนะ ฝรั่งเศส ตลอดการเจอกัน 4 นัดหลังสุด ยิงรวม 6 ประตู เสียลูกเดียว
– คู่นี้เจอกันหนหลังสุดคือเกมกระชับมิตรที่ขุนพลฟ้า-ขาว บุกชนะทัพตราไก่ที่ สต๊าด เวโลโดม 2-0 จากประตูของ โฆนาส กูเตียร์เรซ นาที 40 และ ลิโอเนล เมสซี่ นาที 83 เมื่อ 11 ก.พ. 2009
– นับเฉพาะเกมทางการ หนหลังสุดที่คู่นี้เจอกันคือรอบแรกบอลโลก 1978 ที่อาร์เจนตินา เจ้าถิ่นเฉือน 2-1 จากจุดโทษ ดาเนียล พาสซาเรลล่า นาที 45  และ เลโอโปลโด้ ลูเก้ นาที 74 ส่วน ฝรั่งเศส ยิงได้จาก มิเชล พลาตินี่ นาที 61 ก่อนขุนพลฟ้าขาว คว้าแชมป์โลกสมัยแรกด้วยการต่อเวลาชนะ ฮอลแลนด์ 3-1 ในนัดชิงดำ
– อีกครั้งที่เจอกันในเกมทางการคือรอบแรก เวิลด์ คัพ หนแรกปี 1930 อาร์เจนตินา ชนะ 1-0 จาก หลุยส์ มอนติ นาที 81
– ฝรั่งเศส ไร้พ่ายตลอด 7 เกมหลังรวมทุกรายการ (ชนะ 5 เสมอ 2) ตั้งแต่เปิดบ้านแพ้ โคลอมเบีย 2-3 เกมอุ่นแข้ง 24 มี.ค.ที่ผ่านมา
– นับเฉพาะเกมทางการ ฝรั่งเศส ไร้พ่ายตลอด 7 นัดหลังสุด (ชนะ 5 เสมอ 2) ตั้งแต่บุกแพ้ สวีเดน 1-2 เกมคัดบอลโลก 10 มิ.ย. 2017
– ฝรั่งเศส เก็บคลีนชีต 5 จาก 7 เกมบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก)
– อาร์เจนตินา ชนะแค่ 3 จาก 6 เกมรวมทุกรายการในปีนี้ (เสมอ 1 แพ้ 2)
– นับเฉพาะเกมทางการ อาร์เจนตินา แพ้หนเดียวจาก 7 นัดหลังสุด (ชนะ 2 เสมอ 4) คือเสียท่า โครเอเชีย 0-3 เมื่อ 21 มิ.ย.

 

สรุปทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018

ฟุตบอลโลก 2018 จบรอบแรกและได้ทีมเข้ารอบ 16 ทีมบอลโลกแล้ว โดย”แชมป์เก่า” เยอรมัน ทำแฟนบอลช็อกร่วงรอบแรกเป็นหนแรกในรอบ 80 ปี ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งเดียวจากเอเชียที่หลุดเข้ามา ส่วนทีมจากแอฟริกาตกรอบเรียบทุกทีม

    สรุปทีมเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018

กลุ่ม เอ : อุรุกวัย, รัสเซีย
กลุ่ม บี : สปน, โปรตุเกส
กลุ่ม ซี : ฝรั่งเศส, เดนมาร์ก
กลุ่ม ดี : โครเอเชีย, อาร์เจนตินา
กลุ่ม อี : บราซิล, สวิตเซอร์แลนด์
กลุ่ม เอฟ : สวีเดน, เม็กซิโก
กลุ่ม จี: เบลเยียม, อังกฤษ
กลุ่ม เอช : โคลอมเบีย, ญี่ปุ่น

โปรแกรมการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้าย

Slot Online

30 มิถุนายน 61
21.00 น. ฝรั่งเศส พบ อาร์เจนตินา
01.00น.  อุรุกวัย พบ โปรตุเกส

1 กรกฎาคม 61
21.00 น. สเปน พบ รัสเซีย
01.00 น. โครเอเชีย พบ เดนมาร์ก

2 กรกฎาคม 61
21.00 น. บราซิล พบ เม็กซิโก
01.00 น. เบลเยียม พบ ญี่ปุ่น

3 กรกฎาคม 61
21.00 น. สวีเดน พบสวิตเซอร์แลนด์
01.00 น. โคลอมเบีย พบ อังกฤษ

เยอรมันสุดช็อกโดนเกาหลีใต้ซัดทดเจ็บ2เม็ด

เกิดเหตุการณ์ล็อกถล่มในฟุตบอลโลกครั้งนี้ขึ้น หลังเกาหลีใต้พลิกเอาชนะเยอรมัน 2-0 ได้แบบช็อกโลกส่งเยอรมันตกรอบแรกด้วยการเป็นบ๊วยของกลุ่มทำให้กลุ่มเอฟเป็นสวีเดนที่ผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มหลังเอาชนะเม็กซิโก 3-0 จับมือจังโก้เข้ารอบต่อไป ในฟุตบอลโลก 2018 กลุ่มเอฟ ในที่ 27 มิถุนายน

สนาม คาซาน อารีน่า คาซาน

เกาหลีใต้ ทีมบ๊วยของตารางลงเล่นนัดสุดท้ายของกลุ่มเอฟเจอกับ เยอรมัน แชมป์โลกปี 2014 ซึ่งมี 3 แต้มทางเกาหลีใต้ยังมีโอกาสลุ้นเข้ารอบหากชนะเยอรมัน ห่างสองประตูขึ้นไปแล้วลุ้นให้เม็กซิโกชนะสวีเดนในอีกคู่ที่เล่นพร้อมกัน โดยเกมนี้ยังนำทัพมาโดยผู้เล่นคนสำคัญอย่าง ซน ฮึง-มิน

ส่วนเยอรมันมี มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีมนำทัพลุยและซามี เคดีร่า กับ เมซุต โอซิล กลับเล่นตัวจริง หลังเล่นในนัดแรกแพ้เม็กซิโก แต่โธมัส มูลเลอร์ กองหน้าจากบาเยิร์น มิวนิค ดร็อปเนื่องจากมีใบเหลืองติดตัว และมีทีโม แวร์เนอร์ กองหน้าจากไลป์ซิกลงเล่นตัวจริงพยายามไล่ล่าหาประตูแรกของตัวเอง

เริ่มเกมในครึ่งแรกเยอรมันบุกเข้าใส่มีโอกาสช่วงนาทีที่ 5 เมื่อ มาร์โค รอยส์ ยิงด้วยเท้าขวาทางซ้ายของเขตโทษแต่หลุดออกทางขวา และ ต่อมานาทีที่ 9 ชอง อู-ยอง กองกลางทีมชาติเกาหลีใต้ทำาฟาวล์ โยนาส เอคตอร์ ผู้เล่นเยอรมันทำให้โดนใบเหลืองเตือนคนแรกในนัดนี้

น.18 ซามี เคดีร่า กองกลางเยอรมันเตะสกัดบอลสูงตรงหน้า ชอง อู-ยอง ทำให้เกาหลีใต้ได้ลูกฟรีคิกระยะ 22 หลา หน้าเขตโทษ และ อู-ยอง ยิงโค้งผ่านกำแพงตั้งรับไป มานูเอล นอยเออร์ รับไม่อยู่ ซน ฮึง-มิน วิ่งเข้าซ้ำแต่ นอยเออร์ ใช้ชกด้วยมือซ้ายออกหลังไปแม้ว่าเกาหลีใต้จะได้ลูกเตะมุมแต่ก็ไม่ได้ลุ้น

น.23 อี เจ-ซอง กองกลางทีมชาติเกาหลีใต้เข้าไปทำฟาวล์ โทนี่ โครส ทำให้โดนใบเหลืองเตือนเป็นคนที่สอง

น.30 เยอรมันได้ลุ้นเมื่อ มาร์โค รอยส์ ยิงซ้ำในเขตโทษระยะ 10 หลาแต่บอลโดนแขนตัวเองเสียก่อนทำให้เกาหลีใต้ได้ลูกฟรีคิกขึ้นมาจากในเขตโทษ

น.35 เยอรมันได้ลุ้นจากการเปิดลูกเตะมุมทางขวาเข้าไปและมัตส์ ฮุมเมิ่ล พลิกตัวจะยิงแต่โดน โช ฮยอน-อู ผู้รักษาประตูเกาหลีใต้คว้าเอาไว้ได้ และช่วงท้ายครึ่งแรก ซน ฮึง-มิน หลุดไปแต่ยิงไม่ดีหลุดออกหลังก่อนจะจบลงครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 0-0

เริ่มครึ่งหลังทงเยอรมันบุกเข้าใส่เกาหลีใต้และน.51 เลออน โกเรตซ์ก้า โหม่งเต็มๆแต่โดน โช ฮยอน-อู ผู้รักษาประตูเกาหลีใต้เซฟได้อย่างสุดสวย

น.56 เกาหลีใต้ต้องเปลี่ยนเอา ฮวาง ฮี-ชาง กองหน้าจากเรด บูลล์ลงไปแทน กู ชา-ชอล ที่บาดเจ็บ ส่วนเยอรมันส่ง มาริโอ โกเมซลงไปแทน ซามี เคดีร่า ในนาทีที่ 58

จากนั้นน. 59 เมซุต โอซิล ได้โอกาสยิงด้วยเท้าซ้ายในเขตโทษระยะ 8 หลาแต่ไปชนขาของ โกเรตซ์ก้า ออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

เยอรมันปรับแผนส่ง โธมัส มุลเลอร์ ลงไปแทน เลออน โกเรตซ์ก้า เพื่อเน้นเกมรุกมากขึ้นหวังทำประตู และต่อมานาทีที่ 65 ซน ฮึง-มิน กองหน้ากัปตันทีมชาติเกาหลีใต้โดนใบเหลืองหลังจากที่ไปล้มในเขตโทษขณะที่โดนเบียด

น.60 โทนี่ โครส มีโอกาสยิงแต่โดนขวางบอลโด่งออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย และน. 78 ซน ฮึง-มิน ลากเข้าไปยิงหน้ากรอบเขตโทษแต่หลุดออกไป

น.86 มัตส์ ฮุมเมิ่ล โหม่งระยะ 6 หลา แต่โดนไหล่ซ้ายของตัวเองบอลหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย และนาทีถัดมา โทนี่ โครส ยิงเรียดหน้ากรอบเขตโทษแต่โดนผู้รักษาประตูเกาหลีใต้เซฟได้

ช่วงทดเวลานาทีที่สองเกาหลีใต้เปิดลูกเตะมุมจากทางซ้ายโดน ซน ฮึง-มิน บอลหลุดไปทางเสาไกล คิม ยอง-กวอน ยิงจ่อๆเข้าไปแต่ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นการล้ำหน้าแต่เมื่อเรียกวีเออาร์ปรากฏว่าบอลโดนขาของโทนี่ โครส ผู้เล่นเยอรมันก่อนจะไป คิม ยอง-กวอน ยึงไม่เป็นใช่การล้ำหน้าเป็นประตูให้เกาหลีใต้นำ 1-0

จากนั้นเยอรมันบุกขึ้นไปโดย มูลเลอร์ โหม่งแต่หลุดออกหลังไปอย่าสงน่าเสียดาย และนอยเออร์ บุกขึ้นไปเล่นกลางสนามโดน จู เซ-จง แย่งจากเท้าวางยาวไป ซน ฮึง-มิน วิ่งควบเข้าไปยิงให้เกาหลีใต้นำ 2-0 จบเกมเกาหลีใต้ชนะไป 2-0 ทำให้พวกเขามี 3 แต้มเท่ากับเยอรมันจับมือตกรอบทั้งคู่

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เกาหลีใต้ (4-4-2) : โช ฮวอน-อู:อี ยง, ยุน ยอง-ซุน, คิม ยอง-กวอน, ฮง ชอล; อี เจ-ซอง, ชอง อู-ยอง, จาง ฮยอน-ซู, มุน ซอน-มิน (จู แซ-จอง น.69); กู ชา-ชอล (ฮวาง ฮี-ชาง น.56), ซน ฮึง-มิน

เยอรมัน (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์; โจชัว คิมมิช, มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์, นิคลาส ซือเล่, โยนาส เอคตอร์ (ยูเลี่ยน บรันทด์ น.78); ซามี่ เคดิร่า (มาริโอ โกเมซ น.58), โทนี่ โครส; เลออน โกเรตซ์ก้า (โธมัส มุลเลอร์ น.63), เมซุต โอซิล, มาร์โก รอยส์; ติโม แวร์เนอร์

ผู้ตัดสิน : มาร์ค เกเกอร์(สหรัฐฯ)

5 ประเด็นฮอต! อาร์เจนตินาปลดแอกซัดไนจีเรียเข้ารอบ

เกมสุดมันส์เมื่อคืนที่ผ่านมา จบลงชัยชนะแบบสุดดราม่าของอาร์เจนติน่า แม้จะเป็นงานแสนลำบากแต่พวกเขาก็ยังฝ่าฟันผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ ต้องชมหัวใจจิตหัวใจพวกเขาจริงๆ แต่ในเกมมีหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย เรามาสรุปประเด็นในเกมนี้กัน

1.ฟ้าขาวเริ่มได้ดี จนกระทั่งจุดโทษ

อาร์เจนติน่า เปลี่ยนแผนกลับมาใช้ปราการหลัง 4 คน พร้อมจัดเต็มแนวรุกทั้งอังเคล ดิ มาเรีย, กอนซาโล่ อิกวาอิน และลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งพวกเขาก็เริ่มเกมด้วยความดุดัน แนวรุกประสานงานกันได้อย่างลงตัว ไนจีเรียแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ผู้เล่นแนวรุกอย่าง วิคเตอร์ โมเสสหรือไบรอัน อิโดวู แทบจะไร้พิษสง จนกระทั่งครึ่งหลัง “อินทรีมรกต” ได้จุดโทษแบบค่อนข้างโชคดี ต้องขอบคุณ ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ ที่ทำแฮนด์บอล หลังจากนั้นอาร์เจนติน่าก็ดูเหมือนจะช็อตไปพักใหญ่ ทั้งดิมาเรียและอิกวาอินแทบจะหายไป จนกระทั่งไนจีเรียพอใจกับผลเสมอจึงถอยไปตั้งรับลึก แต่สุดท้ายกำแพงมาแตกช่วงท้ายเกม

2.เมสซี่ ประตูนี้ที่รอคอย

หลังจาก “เดอะแบก” ของอาร์เจนตินาโชว์ฟอร์มไม่ออกในนัดที่แล้ว นัดนี้เขากลับมาพร้อมกับทำประตูแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้สำเร็จ การเปลี่ยนแผนการเล่นทำให้เอื้อประโยชน์กับลิโอเนล เมสซี่ เขามีพื้นที่วิ่งมากขึ้นเนื่องจากกอนซาโล่  อิกวาอิน ดึงความสนใจของปราการหลังไนจีเรีย จนนำมาซึ่งประตูแรกของ “ฟ้าขาว” โดยประตูนี้เป็นประตูที่ 100 ในฟุตบอลโลกครั้งนี้อีกด้วย

3.ฮีโร่โรโฮ 

หลังจากไนจีเรียมีโอกาสยิงขึ้นนำถึงสองครั้งแต่ทำไม่ได้ อาร์เจนตินาเลยจัดการลงโทษช่วงท้ายเกม แต่คนยิงนั้นกลับไม่ใช่ เมสซี่, อิกวาอิน หรืออเกวโร่ แต่เป็นมาร์กอส โรโฮ!กองหลังแมนฯยูไนเต็ดสอดขึ้นมาทำประตูแบบเหนือความคาดหมาย ชนิดกองหลังแทบจะไม่สังเกตเห็น เมื่อวิคเตอร์ โมเสสรู้ตัวว่ามีโรโฮอยู่ในกรอบเขตโทษมันก็สายไปแล้ว  เขาทำประตูชัยได้ ซึ่ง 2 ใน 3 ประตูที่เขายิงให้อาร์เจนติน่า เป็นการยิงใส่ไนจีเรียอีกด้วย

4.เอเวร์ บาเนก้า ผู้ปิดทองหลังพระ

มิดฟิลด์วัย 29 ปีไม่ได้ออกสตาร์ทในสองเกมแรก นัดนี้ฮอร์เค่ ซามปาโอลี่ เลือกเขารับหน้าที่มิดฟิลด์คู่กับ ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ ซึ่งเขาก็โชว์ศักยภาพให้เห็นด้วยคุมแดนกลางแบบอยู่หมัด การเคลื่อนที่ การจ่ายบอลสร้างอันตรายแนวรับไนจีเรียได้ตลอด เขาเป็นคนวางบอลยาวให้เมสซี่ทำประตูแรกได้ เอเล่นได้แบบนี้เขาเตรียมยึดตัวจริงในเกมต่อไปแน่นอน

5.งานหนักชนฝรั่งเศส

หลังจากสร้างปาฏิหารย์เข้ารอบสำเร็จ ทีมฟ้าขาว ต้องรีบกลับมาเตรียมพร้อมโดยด่วนเพราะพวกเขาต้องเจอของแข็งอย่าง ฝรั่งเศส แชมป์กลุ่มซี หากดูฟอร์มวันนี้แล้วยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงอีกมาก ดังนั้นเป็นงานหนักของ ฮอร์เค่ ซามปาโอลี่ ในการรับมือแนวรุกอย่าง อองตวน กรีซมันน์หรือคิลิยัน เอ็มบัปเป้ วันเสาร์นี้เตรียมตัวดูบิ๊กแมตช์กันได้เลย