Slider

พ่าย2เกมติด ! ผ่าวิกฤติฟอร์มลิเวอร์พูลแพ้วูล์ฟส์

     ลิเวอร์พูล กำลังเจอวิกฤติรับปีกุนเข้าเต็มๆ เพราะเกมล่าสุดโดน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เขี่ยตกรอบ 3 เอฟเอ คัพ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ “หงส์แดง” แพ้สองแมตช์ติดต่อกันแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งจะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดซิงเกมลีกเมื่อสัปดาห์ก่อน
สำหรับแมตช์นี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เลือกใช้นักเตะชุดใหญ่บางคนผสมผสานกับแข้งดาวรุ่ง แถมยังดวงแตกต้องเสีย เดยัน ลอฟเรน ในช่วงต้นเกม ทำให้ตอนนี้พวกเขาต้องเจอวิกฤติหนักในแนวรับ เพราะทีมไม่มีเซนเตอร์แบ็กใช้งานแล้ว เนื่องจาก โจเอล มาติป และ โจ โกเมซ ยังเดี้ยงไม่หาย

     อย่างไรก็ตาม เกมนี้ทำให้สาวก “เดอะ ค็อป” ได้พบกับเพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไนนั่นก็คือ คี-จานา โฮเวอร์ กองหลังดาวรุ่งอายุเพียง 16 ปีกับ 354 วันเท่านั้น ซึ่ง แข้งดัตช์รายนี้ กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดของ “หงส์แดง” ที่ได้ลงสนามในเกมเอฟเอ คัพ

1. ลอฟเรนเจ็บโอกาสทอง คี-จานา โฮเวอร์

     ตอนนี้ ลิเวอร์พูล จะใช้ใครเล่นเซนเตอร์แบ็ก ? การใช้ ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ เดยัน ลอฟเรน ดูเหมือนว่าจะยังไม่ค่อยมั่นคงมากนัก แต่นั่นเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จำเป็นต้องทำ แต่เหมือนผีซ้ำด้ามพลอยเพราะ แข้งโครแอต ดันได้รับบาดเจ็บหลังลงสนามแค่ 2 นาที ทำให้ คล็อปป์ ถึงกับต้องใช้แผนพิเศษ

      ต้องบอกว่าเป็นแผนที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อเขาส่ง คี-จานา โฮเวอร์ ซึ่งอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น โดยดาวรุ่งเลือดดัตช์ ดูเหมือนจะทำหน้าที่รับผิดชอบตำแหน่งของเขาได้ดีพอสมควร ทั้งยังมีจังหวะตัดบอลสวยๆ ทั้งๆ ที่ยังเป็นผู้เล่นที่ประสบการณ์น้อยนิด ฉะนั้นผลงานในเกมนี้น่าจะทำให้เขามีอนาคตสดใสกับ “หงส์แดง”

      สำหรับตอนนี้ โฮเวอร์ อาจจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวความหวังในเกมรับของทีมในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤติผู้เล่นกองหลังบาดเจ็บ แต่จะดีพอที่จะทำให้ คล็อปป์ ไว้วางใจส่งลงสนามในเกมพบ ไบรท์ตัน หรือเปล่า กรณีนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดกันหนักเลยทีเดียว

2. ค่ำคืนที่น่าผิดหวังของนักเตะชุดใหญ่

       นาบี เกอิต้า, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, เซอร์ดาน ชากีรี่, อัลแบร์โต้ โมเรโน่, ดิว็อค โอริกี้ ได้รับโอกาสลงสนามในแมตช์นี้ แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่สามารถเค้นฟอร์มเก่งออกมาได้เลย และนั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่สามารถพลิกสถานการณ์จนต้องตกรอบไปในที่สุด

       โอเค แม้ว่า โอริกี้ จะยิงประตูตีเสมอให้ทีมได้ และส่งผลให้สาวก “เดอะ ค็อป” มีความหวัง แต่หากมองจากการเคลื่อนที่ของดาวเตะชาวเบลเยียม ต้องบอกเลยว่าย่ำแย่สิ้นดี และที่สำคัญนักเตะแทบจะไม่สามารถขู่แนวรับของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ได้เลย

       ส่วน สเตอร์ริดจ์ บอกเลยว่าแทบไม่เห็นหัว ขณะที่ เกอิต้า ดูเหมือนจะขาดความแม่นยำในการผ่านบอล รวมทั้งการจับบอลที่ไม่นิ่งด้วย ฉะนั้นการใช้ระบบโรเตชั่นของ คล็อปป์ ดูเหมือนว่าทำให้ทีมขาดจังหวะการเล่นไปโดยปริยาย และนี่เป็นจุดสำคัญที่ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน เพราะการขาดขุมกำลังในเชิงลึกจะส่งผลต่อการลุ้นแชมป์ลีกในระยะยาว

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

       การที่ คล็อปป์ เลือกที่จะพัก เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในแมตช์นี้ ทำให้เขาจำเป็นต้องส่ง ราฟาเอล คามาโช่ นักเตะดาวรุ่งวัย 18 ปี ลงสนาม เนื่องจากทีมไม่มีแบ็กขวาเหลือใช้แล้ว เพราะดันปล่อย นาธาเนียล ไคลน์ ให้ บอร์นมัธ ยืมตัวไปแล้ว

      จุดนี้แสดงให้เห็นว่า คล็อปป์ พลาดจริงๆ เนื่องจาก คามาโช่ ไม่สามารถช่วยเติมเกมบุกให้กับทีมได้เลย แถมเกมรับก็ไม่ได้ดีเด่อะไรมากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้ วูล์ฟส์ มักจะเปิดเกมเข้าใส่ทางฝั่งขวา แต่กรณีนี้ยังพอให้อภัยเพราะ ดาวเตะชาวโปรตุกีส ยังอ่อนด้อยประสบการณ์ในการเล่นเกมใหญ่ขนาดนี้

       แต่สำหรับแบ็กซ้ายต้องบอกว่าเลยว่าน่าผิดหวังสิ้นดี เพราะ อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ไม่ได้ช่วยอะไรทีมเลย เกมรุกก็แย่เกมรับก็ยังหลวมเหมือนเดิม สำหรับตอนนี้ต้องบอกเลยว่า แข้งสแปนิช น่าจะหมดอนาคตในถิ่นแอนฟิลด์แหงๆ ฉะนั้นคงเข้าใจแล้วว่าทำไม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ถึงได้ยึดตัวจริงถาวร

4. สุดท้ายต้องพึ่งแกนหลัก

      แม้ว่าบรรดาแฟนบอลลิเวอร์พูล ไม่อยากเห็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และขุมกำลังตัวหลักบางคนลงสนามในแมตช์นี้ เพราะต้องการให้พวกเขาได้พักร่างกายเต็มที่สำหรับการลงสนามในเกมลีกแมตช์ที่จะพบกับ ไบรท์ตัน ในวันเสาร์ที่ 12 มกราคมนี้

      อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ทีมตกเป็นรองทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องส่งผู้เล่นตัวหลักลงสนามทั้ง ซาลาห์ กับ ฟีร์มีโน่ และแน่นอนว่าการส่งแข้งตัวจริงทั้งสองคนลงมา ทำให้ทีมกลับมาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง และมีโอกาสกดดันเกมรับของ วูล์ฟส์ ในช่วง 20 นาทีสุดท้าย

      แม้ว่า ลิเวอร์พูล จะเรียกจังหวะเกมกลับคืนมาได้ก็ตาม แต่ด้วยเวลาเพียงแค่นี้ เป็นเรื่องยากมากๆ ที่ “เดอะ เร้ดส์” จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้

5. วิกฤติแนวรับ

      ตอนนี้แฟนบอลลิเวอร์พูล คงได้เหนื่อยแตกกันยกใหญ่แล้ว เพราะเข้าสู่ช่วงเดือนวิปโยคของทีมอย่างแท้จริง เมื่อพวกเขาแพ้ 2 เกมติดต่อกันตั้งแต่ต้นปีกุน แถมผู้เล่นเกมรับยังไม่เหลือใครอีกแล้ว นอกจาก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่ยืนเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักเท่านั้น

      แน่นอนว่า โกเมซ กับ มาติป หมดสิทธิ์ที่จะลงสนามให้กับทีมอีกหลายสัปดาห์ ขณะที่ ลอฟเรน ดันทะลึ่งมาเจ็บในเกมกับ วูล์ฟส์ อีกต่างหาก ทำให้ตอนนี้ คล็อปป์ คงต้องมองซ้ายแลขวาหานักเตะคนไหนในทีมที่จะมายืนเป็นคู่หูเกมรับกับ ฟาน ไดค์

      นอกจากการใช้ ฟาบินโญ่ ยืนเป็นเซนเตอร์แบ็ก (เหมือนในเกมแพ้ วูล์ฟส์) แล้ว มีความเป็นไปได้ที่ คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม หรือ เจมส์ มิลเนอร์ ทำหน้าที่นี้ และอาจเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจเลือก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยืนคู่ ฟาน ไดค์ และจับ มิลเนอร์ ไปยืนแบ็กขวาแทน

       สุดท้ายแล้วหาก คล็อปป์ บ้าบิ่นเหมือนกับเกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 อาจเป็นไปได้ที่จะส่ง โฮเวอร์ ลงสนามในแมตช์วันเสาร์นี้ แต่น่าจะเป็นทางเลือกที่น้อยที่สุด